ชอบวิธีการเล่าเรื่องใน ลมโรยรักเก่า ปลิวสู่ทรวงอ๋อง ที่ไม่จำเป็นต้องใช้บทพูดเยอะๆ แค่การแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครก็สื่อสารอารมณ์ได้ครบถ้วน ฉากที่ทุกคนยืนล้อมโต๊ะแล้วจ้องมองการเซ็นเอกสาร มันเหมือนเวลาหยุดเดิน ความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วห้อง โดยเฉพาะปฏิกิริยาของแม่สามีที่ดูไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้ ช่างเป็นฉากดราม่าที่ดึงอารมณ์คนดูได้เก่งมาก
การตัดสลับระหว่างฉากปัจจุบันอันเจ็บปวดกับภาพความทรงจำอันสวยงามใน ลมโรยรักเก่า ปลิวสู่ทรวงอ๋อง นั้นทำออกมาได้ละมุนและตัดกันจนจุกอก ฉากใต้ต้นซากุระที่ทั้งสองจับมือกันดูหวานซึ้ง แต่พอกลับมาที่ความจริงกลับต้องมาเซ็นใบหย่า ความแตกต่างของโทนสีและแสงสว่างช่วยเน้นย้ำความสูญเสียได้ชัดเจน ยิ่งเห็นรอยยิ้มในอดีต ยิ่งทำให้ฉากปัจจุบันดูหม่นหมองเป็นสองเท่า
รายละเอียดเล็กๆ อย่างการใช้นิ้วกดลายนิ้วมือสีแดงแทนการเซ็นชื่อใน ลมโรยรักเก่า ปลิวสู่ทรวงอ๋อง เป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมาก มันเหมือนตราประทับที่ปิดตายความสัมพันธ์ สีแดงที่ตัดกับกระดาษสีขาวดูโดดเด่นและเจ็บปวดราวกับเลือดหยดลงบนความทรงจำ ฉากนี้ทำให้รู้ว่าบางครั้งการจากลากันไม่ได้ต้องการคำพูดสวยหรู แต่เป็นการยอมรับความจริงที่โหดร้ายตรงหน้า
ต้องยกนิ้วให้การแสดงของนักแสดงใน ลมโรยรักเก่า ปลิวสู่ทรวงอ๋อง โดยเฉพาะฉากที่พระเอกมองนางเอกขณะเซ็นเอกสาร แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเสียดาย ความรัก และความจำยอมที่ต้องปล่อยมือไป ในขณะที่นางเอกก็พยายามเก็บอาการแต่ความสั่นไหวของมือ betray ความรู้สึกข้างใน การแสดงที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้ทำให้คนดูอินไปกับความเจ็บปวดของตัวละครอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฉากที่ฝนตกลงมาใน ลมโรยรักเก่า ปลิวสู่ทรวงอ๋อง เหมือนจะเป็นการระบายความเศร้าของตัวละครออกมาสู่ธรรมชาติ บรรยากาศที่เปียกปอนและหม่นหมองสอดคล้องกับความรู้สึกภายในอย่างลงตัว การที่ทั้งสองยืนห่างกันท่ามกลางสายฝน ยิ่งเน้นให้เห็นระยะห่างที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ แม้จะยืนใกล้กันแต่ใจกลับห่างไกลจนเอื้อมไม่ถึง ช่างเป็นฉากที่ดูแล้วหดหู่แต่สวยงามในเวลาเดียวกัน