PreviousLater
Close

นักกำจัดแวมไพร์ ตอนที่ 1

2.1K2.3K

นักกำจัดแวมไพร์

เอิร์ล แวมไพร์อายุห้าร้อยปี ลอร์ดโดมินิก แอชเวิร์ธ เล็งบล็อกเกอร์อาหารชื่อดัง วิเวียน แบล็ควูด เป็นเหยื่อ แต่กัดไม่เข้าและเลือดเธอเป็นพิษ วิเวียนคือ อิมมูไนเซอร์ ที่ไม่โดนสะกด โดมินิกจำใจต้องอยู่ร่วมกันจนจากศึกป่วนกลายเป็นความผูกพันต้องห้าม สภาแวมไพร์บุกนิวยอร์กและลักพาตัวเพื่อนสนิทของวิเวียน ทั้งคู่สู้กลับด้วยเลือดพิษ วิทยาศาสตร์ และกับดักไลฟ์สดที่อาจเปิดโปงโลกแวมไพร์ เพื่อช่วยวิเวียน โดมินิกต้องเลือกระหว่างพลังอมตะกับผู้หญิงมนุษย์ที่ทำให้เขารู้จักการมีชีวิตจริง
  • Instagram
แนะนำล่าสุด

รีวิวตอนนี้

ดูเพิ่มเติม

เมื่อคนทำอาหารคืออาวุธลับ

ฉากเปิดเรื่องในครัวที่ดูอบอุ่นกลับกลายเป็นสมรภูมิเลือดเย็นเมื่อแวมไพร์หนุ่มบุกเข้ามา แต่สิ่งที่ทำให้เขาพ่ายแพ้ไม่ใช่ไม้กางเขนหรือแสงแดด กลับเป็นกลิ่นกระเทียมในเมนูพาสต้าที่กำลังทำอยู่! การพลิกบทบาทจากเหยื่อเป็นผู้คุมเกมของผู้หญิงในชุดผ้ากันเปื้อนช่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะตอนที่เธอหยิบมีดขึ้นมาแล้วรอยยิ้มเปลี่ยนเป็นความมั่นใจ ดูเหมือนว่าในนักกำจัดแวมไพร์ เรื่องนี้ สูตรอาหารอาจอันตรายกว่าเวทมนตร์เสียอีก

ความโรแมนติกที่ปนเปื้อนกลิ่นเลือด

เคมีระหว่างตัวละครหลักทำงานได้ดีมาก แม้จะเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียดแต่สายตาที่พวกเขามองกันกลับซ่อนความผูกพันบางอย่าง ฉากที่แวมไพร์พยายามกัดแต่ต้องสะดุ้งเพราะรสชาติเลือดที่เป็นพิษ ช่างเป็นอุปมาอุปไมยที่เจ็บปวดแต่สวยงาม การดำเนินเรื่องในนักกำจัดแวมไพร์ เร็วกระชับ ไม่ยืดเยื้อ ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในครัวเดียวกับพวกเขาและลุ้นทุกจังหวะว่าใครจะชนะกันแน่ในคืนนี้

ดีไซน์ตัวละครที่หลุดออกมาจากเกม

ต้องชมทีมคอสตูมและเมคอัพที่เนรมิตตัวละครชายให้ดูหล่อเหลาแต่แฝงความอันตราย ผมสีเงินและชุดดำยาวดูทรงพลังมากเมื่อตัดกับฉากครัวสีขาวสะอาดตา ในขณะที่ตัวละครหญิงดูธรรมดาแต่กลับมีเสน่ห์แบบสาวข้างบ้านที่ซ่อนความเก่งกาจไว้ การออกแบบตัวละครในนักกำจัดแวมไพร์ ทำออกมาได้ละเอียดลออจนแทบจะสัมผัสถึงความเย็นยะเยือกจากตัวเขาและความอบอุ่นจากเธอผ่านหน้าจอได้เลย

จุดหักมุมที่คาดไม่ถึงในตอนจบ

ใครจะคิดว่าฉากไคลแม็กซ์จะจบลงแบบนี้! จากที่คิดว่าผู้หญิงจะหนีหรือสู้ด้วยกำลัง แต่เธอกลับใช้สติและอุปกรณ์ในครัวจัดการสถานการณ์ได้อย่างชาญฉลาด ฉากที่เธอถือมีดแล้วยิ้มท้าทายขณะที่แวมไพร์เริ่มอ่อนแรงเพราะกลิ่นอาหาร เป็นภาพที่ตราตรึงใจมาก นักกำจัดแวมไพร์ ตอนแรกนี้ทิ้งปมไว้ให้ติดตามต่อว่าจริงๆ แล้วเธอคือใครกันแน่ ทำไมเลือดของเธอถึงมีฤทธิ์ขนาดนั้น

บรรยากาศที่สร้างได้สมจริงสุดๆ

การถ่ายทำในฉากกลางคืนที่มองเห็นวิวเมืองผ่านหน้าต่างครัวช่วยเพิ่มอรรถรสได้มาก แสงไฟสลัวๆ ตัดกับความสว่างของจอโทรศัพท์และไฟในครัว สร้างมิติให้กับภาพได้อย่างยอดเยี่ยม เสียงประกอบตอนแวมไพร์คำรามหรือเสียงหั่นผักก็คมชัดจนขนลุก นักกำจัดแวมไพร์ ใช้เทคนิคการถ่ายทำง่ายๆ แต่ได้ผลลัพธ์ที่ดูแพงและน่าติดตาม เหมือนได้ดูหนังใหญ่ในเวอร์ชันย่อส่วนลงมา

บทสนทนาที่คมคายและแฝงอารมณ์

แม้จะไม่มีบทพูดเยอะมาก แต่ทุกประโยคที่ตัวละครพูดออกมาล้วนมีความหมายซ่อนอยู่ โดยเฉพาะแววตาและน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปมาตามสถานการณ์ การที่แวมไพร์พยายามข่มขู่แต่สุดท้ายกลับต้องยอมจำนนต่อกลิ่นกระเทียม เป็นมุกตลกที่แทรกมาได้อย่างแนบเนียน นักกำจัดแวมไพร์ เลือกใช้การสื่อสารผ่านภาษากายมากกว่าคำพูด ทำให้คนดูต้องใช้จินตนาการเติมเต็มซึ่งทำให้สนุกกว่าเดิมเป็นสองเท่า

ฉากแอคชั่นที่สั้นแต่ได้ใจความ

ไม่ต้องมีฉากต่อสู้ยาวนานหรือเอฟเฟกต์ระเบิดตูมตาม แค่การจ้องตากัน การเคลื่อนไหวช้าๆ ตอนจะกัด และการหยิบมีดขึ้นมาป้องกัน ก็สร้างความตื่นเต้นได้เพียงพอ ฉากที่แวมไพร์พุ่งเข้ามาแล้วถูกผลักออกไปด้วยความแรงของกลิ่นอาหาร เป็นไอเดียที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์มาก นักกำจัดแวมไพร์ พิสูจน์ให้เห็นว่าฉากแอคชั่นที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล แต่ต้องใช้ความคิดที่เฉียบคม

ตัวละครหญิงที่แข็งแกร่งและไม่พึ่งพาใคร

ชอบมากที่ตัวละครหญิงไม่ได้รอให้ใครมาช่วย แต่เธอจัดการปัญหาด้วยตัวเองด้วยสติและอุปกรณ์ที่มีอยู่ใกล้ตัว ความกล้าหาญที่แสดงออกตอนเผชิญหน้ากับแวมไพร์ทำให้เธอไม่ใช่แค่เหยื่อแต่เป็นนักรบในคราบแม่ครัว การพัฒนาตัวละครในนักกำจัดแวมไพร์ ไปในทิศทางที่ทันสมัยและให้พลังกับผู้หญิงยุคใหม่ ดูแล้วรู้สึกฮึกเหิมและอยากเอาบ้างเวลาเจอปัญหาในชีวิตจริง

ความตลกที่แทรกอยู่ในความสยอง

ฉากที่แวมไพร์ทำหน้าเหยเกตอนได้กลิ่นกระเทียมแล้วถอยหลังกรูด เป็นฉากที่เรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งที่ควรจะเป็นฉากน่ากลัว การผสมผสานระหว่างแนวสยองขวัญและคอมเมดี้ทำออกมาได้ลงตัวมาก ไม่หนักไปทางใดทางหนึ่งจนเสียอรรถรส นักกำจัดแวมไพร์ รู้จังหวะในการปล่อยมุกและสร้างบรรยากาศเครียดสลับผ่อนคลาย ทำให้คนดูไม่รู้สึกเหนื่อยจนเกินไปและอยากติดตามต่อทันที

เพลงประกอบที่ช่วยดึงอารมณ์ได้ดี

ดนตรีในฉากที่แวมไพร์เดินเข้ามาในโถงทางเดินสร้างความกดดันได้มาก เสียงเบสหนักๆ สลับกับความเงียบเป็นช่วงๆ ช่วยกระตุ้นให้หัวใจคนดูเต้นเร็วขึ้น พอมาถึงฉากในครัวดนตรีก็เปลี่ยนเป็นจังหวะที่เร่งเร้าขึ้นตามสถานการณ์ นักกำจัดแวมไพร์ ใช้เพลงประกอบได้อย่างชาญฉลาดเพื่อขับเคลื่อนอารมณ์คนดูโดยไม่ต้องพึ่งคำอธิบายเยอะ แค่ฟังเพลงก็รู้ว่าตอนนี้ควรกลัวหรือควรลุ้นแล้ว