ชอบการจัดแสงและมุมกล้องที่จับสีหน้าของตัวละครได้ดีมาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่นั่งอยู่บนโซฟา สีหน้าเธอแสดงออกถึงความกังวลและสงสัยอย่างชัดเจน การที่ผู้ชายสองคนคุยกันเรื่องนาฬิกา แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความอึดอัด เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ในตัดใจปุ๊บ ชีวิตพุ่งปั๊บ ฉากนี้ทำออกมาได้สมจริงจนน่าขนลุก
ฉากแฟลชแบ็คไปตอนกลางคืนที่ตลาดนัดขายของเก่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องเลยก็ว่าได้ การที่ผู้ชายในเสื้อดำเดินเลือกนาฬิกาอย่างตั้งใจ แล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อเรือนหนึ่ง มันบอกใบ้ว่านาฬิกาเรือนนี้มีความสำคัญต่อเขามากแค่ไหน การตัดสลับระหว่างปัจจุบันและอดีตทำให้เราเข้าใจแรงจูงใจของตัวละครได้ดียิ่งขึ้น
ตอนเห็นเอกสารที่เขียนว่าข้อตกลงการหย่าร้าง วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ นาฬิกา มันเหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อภาพทั้งหมดเข้าด้วยกันทันที ความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสามดูซับซ้อนขึ้นทันที ทำไมเขาต้องขายนาฬิกา? ทำไมต้องมีเอกสารหย่า? ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาดใจ ในตัดใจปุ๊บ ชีวิตพุ่งปั๊บ ชอบการวางพล็อตที่ค่อยๆ เผยความจริงแบบนี้
ต้องชมการแสดงของนักแสดงนำทั้งสองคนที่สื่อสารผ่านสายตาได้ดีมาก ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะก็รู้เลยว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ โดยเฉพาะตอนที่ได้รับนาฬิกากลับมา สีหน้าของคนที่ให้ไปมีความโล่งใจผสมกับความเศร้า ส่วนคนที่รับมาก็มีสีหน้าที่ซับซ้อนบอกไม่ถูก การแสดงระดับนี้หาชมได้ยากในซีรีส์สั้นทั่วไป
ผู้กำกับใช้สัญลักษณ์ของนาฬิกาได้เก่งมาก มันไม่ใช่แค่วัตถุแต่เป็นตัวแทนของเวลาและความทรงจำ การที่ตัวละครพยายามจะขายมันไป แล้วสุดท้ายก็ต้องเอากลับมา มันเหมือนกับการพยายามจะลืมอดีตแต่ทำไม่ได้ ในตัดใจปุ๊บ ชีวิตพุ่งปั๊บ ใช้วัตถุธรรมดาๆ มาเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้งได้ยอดเยี่ยมมาก