ฉากเปิดเรื่องด้วยตัวเลขความเร็ว สองร้อยสิบแปด ไมล์ต่อชั่วโมง ที่ทำให้ทุกคนช็อก แต่สิ่งที่ทำให้ฉันจุกอกคือสีหน้าของ โคล วานซ์ ที่เต็มไปด้วยความกดดัน การแข่งขันในดริฟต์ปีศาจไม่ใช่แค่เรื่องรถ แต่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีและอนาคตของเขา ฉากที่เขากอดเพื่อนร่วมทีมทั้งที่น้ำตาไหลคือจุดพีคที่แสดงว่าชัยชนะไม่ได้สำคัญเท่าคนข้างๆ
ความสัมพันธ์ระหว่าง โคล กับ เมสัน ช่างซับซ้อนมาก ยามหนึ่งก็ยิ้มเยาะ ยามหนึ่งก็จ้องตากันแบบเผาขน ฉากที่ เมสัน เข้ามากระซิบอะไรบางอย่างก่อนเริ่มแข่งทำให้ขนลุกซู่ ดูเหมือนเขาจะรู้จุดอ่อนของ โคล ดีกว่าใคร การดวลในดริฟต์ปีศาจครั้งนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องความเร็ว แต่เป็นการพิสูจน์บางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น
ชอบดีไซน์รถสีขาวเก่าๆ ของ โคล มาก มันดูพังๆ แต่กลับมีเสน่ห์กว่ารถซุปเปอร์คาร์สีดำทองของคู่แข่งเสียอีก ฉากที่รถเก่าคันนี้ปล่อยควันดำแข่งกับรถหรูคือสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่าใจสู้สำคัญกว่าอุปกรณ์ ในดริฟต์ปีศาจ พระเอกของเราพิสูจน์แล้วว่าความเก๋าไม่ได้อยู่ที่ราคารถ แต่อยู่ที่คนขับ
ตัวละครสาวผมทองในชุดสีแดงคือหัวใจของเรื่องเลยจริงๆ สีหน้าที่เปลี่ยนจากโกรธเป็นห่วง แล้วสุดท้ายก็น้ำตาไหลเมื่อเห็น โคล ทรุดลง มันสื่ออารมณ์ได้โดยไม่ต้องพูดสักคำ ฉากที่เธอวิ่งไปประคองเขาตอนจบคือโมเมนต์ที่คนดูอย่างเราใจสลาย อยากให้เธอปลอบเขาเยอะๆ ในดริฟต์ปีศาจ ความรักแบบนี้แหละที่ซึ้งที่สุด
ตัวละครคุณปู่ผมขาวในชุดสูทดูน่าเกรงขามมาก โดยเฉพาะตอนนั่งกุมไม้เท้าแล้วจ้องมองการแข่งขันด้วยสายตาเผ็ดร้อน ดูเหมือนเขาจะเป็นคนกำหนดชะตาของนักแข่งทุกคน ฉากที่เขาแสดงอาการโกรธจัดตอน โคล ทำอะไรผิดพลาดทำให้รู้ว่าเดิมพันในดริฟต์ปีศาจสูงแค่ไหน ใครทำให้ท่านผิดหวังคงไม่รอดแน่ๆ
ชอบจังหวะการเล่าเรื่องที่ค่อยๆ บีบอารมณ์คนดู จากฉากที่ โคล นั่งกอดเข่าอยู่ข้างรถเก่าๆ อย่างหมดหวัง แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นหยิบหมวกกันน็อคเดินกลับไปสนาม แสงแดดตอนเย็นที่สาดส่องทำให้ฉากนี้ดูเหงาแต่ทรงพลังมาก ในดริฟต์ปีศาจ การล้มแล้วลุกได้สำคัญกว่าการไม่เคยล้มเลยจริงๆ
เคมีระหว่าง โคล กับสาวผมทองคือจุดขายสำคัญ ฉากที่เขายิ้มทั้งน้ำตาแล้วลูบหัวเธอเบาๆ ก่อนแข่งคือโมเมนต์ที่หวานปนเศร้ามาก ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวว่าต้องทำอะไรที่ยากลำบาก แต่ต้องการให้เธอเชื่อมั่น ฉากจบที่ทั้งสองจ้องตากันก่อนสตาร์ทเครื่องทำให้ใจเต้นแรง ในดริฟต์ปีศาจ คู่หูแบบนี้แหละที่ขาดไม่ได้
ตัวละครผู้ประกาศข่าวที่ถือลำโพงยืนกลางสนามแข่งสร้างบรรยากาศได้ยอดเยี่ยมมาก เสียงของเขาดูเหมือนจะปลุกเร้าทุกคนให้ตื่นตัว ฉากที่เขาร้องประกาศชื่อ โคล วานซ์ พบ เมสัน ครอยจ์ บนจอใหญ่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ดูการแข่งขันของจริง ในดริฟต์ปีศาจ บรรยากาศสนามแข่งที่เต็มไปด้วยผู้ชมและแสงไฟคือเสน่ห์ที่หาที่ไหนไม่ได้
ฉากที่ โคล ยิ้มทั้งที่เหงื่อไหลและดูเหนื่อยล้าคือสิ่งที่ทำให้ฉันอินมาก เขาพยายามทำตัวเข้มแข็งเพื่อคนรอบข้าง แต่สายตาบอกทุกอย่างว่าข้างในเขาบอบช้ำแค่ไหน การแข่งขันในดริฟต์ปีศาจไม่ได้โหดแค่ที่สนาม แต่โหดที่ใจคนด้วย ฉากนี้ทำให้เห็นความเป็นมนุษย์ของพระเอกอย่างชัดเจน
ฉากสุดท้ายที่รถสองคันจอดเทียบกันที่เส้นสตาร์ทพร้อมสาวถือธงเขียวคือภาพที่ตราตรึงใจมาก มันเหมือนการเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ ฉากที่ล้อรถบดถนนจนเกิดควันคือสัญญาณว่าศึกนี้ไม่มีใครยอมใคร ในดริฟต์ปีศาจ นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่จะถูกเล่าขานไปอีกนาน อยากรู้ว่าใครจะชนะจริงๆ
รีวิวตอนนี้
ดูเพิ่มเติม