ฉากเปิดเรื่องทำเอาใจสั่นตามเลยนะ เห็นภาพรถแข่งสูตรหนึ่งพังยับเยินสลับกับหญิงสาวที่ตื่นจากฝันร้าย มันช่างเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนมากว่าเธอเคยผ่านอะไรมาบ้าง การตัดต่อระหว่างความจริงกับความทรงจำในดริฟต์ปีศาจทำได้ดีมาก ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดและสงสัยไปพร้อมๆ กันว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตเธอไปแค่ไหน
ชอบฉากที่เธอเดินออกมาจากโกดังเก่าๆ แล้วมองดูกระจกแตก มันเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่าเธอกำลังจะซ่อมแซมชีวิตตัวเอง การที่เธอตัดสินใจลงแข่งอีกครั้งด้วยรถเก่าๆ ที่ดูสภาพไม่ค่อยดีนัก แต่กลับขับได้ดุดันไม่แพ้รถซุปเปอร์คาร์ มันแสดงให้เห็นว่าทักษะที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ยี่ห้อรถ แต่อยู่ที่คนขับจริงๆ ในดริฟต์ปีศาจ
ตัวละครหญิงผมม่วงกับชายผมดำที่ขับรถซุปเปอร์คาร์สีม่วงเข้ามาท้าทาย ดูแล้วรู้ทันทีว่าเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ การที่เธอใช้รถเก่าๆ มาสู้กับรถราคาแพงมันสร้างความตื่นเต้นได้มากทีเดียว ฉากที่เธอเบรกจนล้อเกิดประกายไฟแล้วแซงขึ้นไปได้อย่างเหลือเชื่อ มันคือจุดพีคที่ทำให้คนดูต้องกลั้นหายใจตามเลย
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับชายผมบลอนด์ดูมีความลึกซึ้งมากกว่าแค่เพื่อนร่วมทีม เขาพยายามปกป้องเธอแต่ก็เข้าใจในความมุ่งมั่นของเธอ ฉากที่เขาตื่นเต้นจนแทบจะหลุดออกจากเบาะขณะเธอกำลังดริฟต์มันตลกแต่ก็ซึ้งไปด้วย มันทำให้เห็นว่าการแข่งรถไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่ต้องมีคนที่คอยสนับสนุนอยู่ข้างหลังเสมอ
ต้องชมทีมสร้างเลยว่ามุมกล้องตอนแข่งรถกลางคืนทำออกมาได้สวยมาก แสงไฟจากเมืองด้านล่างตัดกับความมืดของถนนภูเขา มันสร้างบรรยากาศที่ทั้งอันตรายและสวยงาม การถ่ายทำฉากดริฟต์ปีศาจที่ใช้ทั้งภาพจริงและกราฟิกคอมพิวเตอร์ผสมกันได้เนียนตา ทำให้รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในรถไปด้วยเลย โดยเฉพาะฉากที่ล้อเสียดสีกับถนนจนเกิดประกายไฟ
เรื่องราวไม่ได้มีแค่การแข่งรถอย่างเดียว แต่ยังแฝงเรื่องการให้อภัยตัวเองด้วย การที่เธอเคยประสบอุบัติเหตุจนเกือบเสียชีวิต แต่กล้าที่จะกลับมาจับพวงมาลัยอีกครั้ง มันให้แรงบันดาลใจมากทีเดียว ฉากที่เธอมองนาฬิกาจับเวลาแล้วรอยยิ้มเล็กๆ มันบอกทุกอย่างแล้วว่าเธอเอาชนะความกลัวในใจตัวเองได้แล้วจริงๆ
ต้องยอมรับว่าคอสตูมในเรื่องนี้ทำออกมาได้เท่มาก ทั้งชุดหนังสีดำของหญิงผมม่วงที่ดูอันตรายแต่มีเสน่ห์ หรือชุดฮู้ดดี้ธรรมดาๆ ของเธอที่กลับดูมีสไตล์เวลาอยู่หลังพวงมาลัย การแต่งตัวแต่ละชุดสื่อถึงคาแรคเตอร์ได้ชัดเจนมาก ทำให้ดริฟต์ปีศาจไม่ใช่แค่หนังแข่งรถ แต่ยังเป็นหนังที่ดูแล้วอยากตามแฟชั่นไปด้วยเลย
ระบบเสียงในเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีมาก เสียงเครื่องยนต์คำรามตอนเร่งความเร็วทำให้ขนลุกเลย โดยเฉพาะเสียงเบรกที่ดังเอี๊ยดตอนเข้าโค้ง มันสร้างความตื่นเต้นได้มากทีเดียว การผสมผสานระหว่างเสียงเพลงและเสียงรถทำออกมาได้ลงตัว ไม่กลบกันจนเกินไป ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนอยู่ในสนามแข่งจริงๆ ทุกวินาที
ตอนแรกคิดว่าเธอจะแพ้เพราะรถเก่ากว่า แต่สุดท้ายเธอกลับใช้เทคนิคการดริฟต์ที่เหนือชั้นกว่าเอาชนะไปได้ ฉากที่รถซุปเปอร์คาร์เสียหลักแล้วเธอแซงขึ้นไปได้อย่างสวยงาม มันคือบทพิสูจน์ที่ว่าประสบการณ์สำคัญกว่าเทคโนโลยี การที่เธอชนะโดยไม่จำเป็นต้องทำลายคู่แข่ง มันแสดงให้เห็นถึงสปิริตของนักแข่งที่แท้จริงในดริฟต์ปีศาจ
ดูแล้วรู้สึกอยากลุกขึ้นมาทำตามความฝันบ้าง ไม่ว่าเราจะเคยล้มเหลวมากแค่ไหน แต่ถ้ายังมีความหลงใหลก็สามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ เรื่องราวของเธอในดริฟต์ปีศาจสอนให้รู้ว่าอุปสรรคมีไว้ให้ข้ามผ่าน ไม่ใช่มีไว้ให้ยอมแพ้ ใครที่กำลังท้อแท้ลองมาดูเรื่องนี้แล้วจะพบว่าความหวังยังมีอยู่เสมอจริงๆ
รีวิวตอนนี้
ดูเพิ่มเติม