ฉากเปิดเรื่องด้วยรถหรูวิ่งบนถนนเปลี่ยว บรรยากาศกดดันมากเมื่อเธอเห็นผลตรวจดีเอ็นเอแล้วน้ำตาไหล ความเจ็บปวดในดวงตานั้นสื่อออกมาได้ชัดเจนมาก เหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า การตัดสลับภาพอดีตกับปัจจุบันทำให้คนดูอินไปกับความแค้นที่สะสมมานาน เรื่องราวในชาตินี้ ไม่หลงกลอีก ช่างน่าติดตามจริงๆ ว่าเธอจะจัดการกับคนที่ทำร้ายลูกอย่างไร
ฉากที่ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาหาเธอที่นอนกองเลือด แล้วแสยะยิ้มอย่างบ้าคลั่ง มันขนลุกมาก! แสงแดดที่สาดส่องทำให้เห็นความโหดร้ายในแววตาของเขาชัดเจน เขาไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อยที่เห็นเด็กน้อยนอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้า ความเย็นชาของเขามันน่ากลัวกว่าปีศาจเสียอีก เป็นฉากที่แสดงถึงด้านมืดของมนุษย์ได้อย่างน่าสะพรึงกลัว
การที่เธอสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายในห้องนอนที่ดูหรูหราแต่กลับว่างเปล่า มันสะท้อนความโดดเดี่ยวได้ดีมาก เหงื่อที่ไหลเยิ้มและลมหายใจที่หอบถี่บอกเลยว่าฝันนั้นน่ากลัวแค่ไหน การที่เธอจับหน้าอกตัวเองเหมือนพยายามเรียกสติ มันทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดไปกับเธอด้วย อยากรู้ว่าความจริงแล้วลูกของเธอหายไปไหนกันแน่ ในชาตินี้ ไม่หลงกลอีก เธอต้องสู้เพื่อลูก
ฉากในห้องเด็กสีชมพูที่ดูอบอุ่น กลับกลายเป็นสถานที่ที่น่ากลัวที่สุดเมื่อมีผู้หญิงใส่ชุดแม่บ้านเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ สายตาที่มองเด็กน้อยในเปลมันไม่ใช่สายตาของความเมตตา แต่มันเต็มไปด้วยความจงใจร้าย การที่เธอเอามือไปปิดปากเด็กที่กำลังร้องไห้ มันทำให้คนดูแทบจะกลั้นหายใจตามไปด้วย ความตึงเครียดในฉากนี้สูงมาก
ฉากที่เธอวิ่งลงไปกอดลูกสาวที่แต่งตัวมอมแมมอยู่ข้างถนน มันเรียกน้ำตาได้จริงๆ ความรักของแม่ที่มีต่อลูกมันยิ่งใหญ่จนสามารถเอาชนะความเจ็บปวดทั้งหมดได้ แม้ตัวเองจะบาดเจ็บแต่ก็สนใจแค่ลูกเท่านั้น ภาพที่เธอโอบกอดลูกแน่นจนตัวสั่น มันสื่อถึงความหวาดกลัวที่จะสูญเสียคนรักไปอีกครั้ง เป็นฉากที่เรียกน้ำตาได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในชาตินี้ ไม่หลงกลอีก
ฉากในห้องทำงานที่ผู้ชายคนนั้นยื่นแก้วน้ำให้ผู้ใหญ่อย่างนอบน้อม แต่พอหันหลังมาแววตากลับเปลี่ยนเป็นความเย็นชา มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นสองหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน เขาใช้สถานะและอำนาจที่มีในการกดขี่คนที่อ่อนแอกว่า การที่เขาหัวเราะเยาะความเจ็บปวดของคนอื่น มันทำให้เราอยากเห็นจุดจบของเขาจริงๆ ว่าใครจะจัดการคนแบบนี้ได้
ชอบการดำเนินเรื่องที่เน้นการใช้ภาพเล่าเรื่องมากกว่าคำพูด โดยเฉพาะฉากที่ผู้หญิงคนนั้นอุ้มเด็กออกไปโดยที่ไม่มีใครรู้ เสียงร้องไห้ของเด็กที่ถูกปิดปากมันดังก้องอยู่ในหัวคนดู ความเงียบของบ้านหลังใหญ่ที่ดูหรูหราแต่มันกลับน่ากลัวเพราะเต็มไปด้วยความลับ การที่เธอเปิดประตูมาเจอพอดี มันสร้างความตกใจได้มากทีเดียว อยากรู้ว่าเธอจะทำยังไงต่อไป
การตัดภาพไปยังอดีตที่เด็กน้อยถูกทำร้ายและยายที่พยายามปกป้องแต่มันไม่ไหว มันทำให้เราเข้าใจความเจ็บปวดของเธอได้มากขึ้นว่าทำไมเธอถึงต้องกลับมาแก้แค้น ภาพที่เธอเห็นลูกในสภาพนั้นมันเหมือนมีดมากรีดหัวใจ ความแค้นมันสะสมจนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนให้เธอต้องลุกขึ้นมาสู้ ในชาตินี้ ไม่หลงกลอีก เธอจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกเธออีกแล้ว
การตัดกันระหว่างห้องเด็กสีชมพูที่ดูบริสุทธิ์กับฉากความรุนแรงบนถนนที่เปื้อนเลือด มันสร้างความขัดแย้งทางอารมณ์ได้มาก สีชมพูที่ควรจะเป็นสีแห่งความสุขกลับกลายเป็นสีแห่งความเจ็บปวดเมื่อมีเลือดมาเปื้อน การที่เด็กน้อยต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าสลดใจ มันทำให้คนดูรู้สึกโกรธแค้นแทนแม่ที่ต้องสูญเสียลูกไปอย่างไม่มีเหตุผล เป็นฉากที่สะเทือนใจมาก
ฉากที่เธอเปิดประตูห้องออกมาเจอแม่บ้านกำลังอุ้มลูกไป แววตาของเธอเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความมุ่งมั่นทันที มันเหมือนเป็นการประกาศว่าเธอพร้อมที่จะสู้แล้ว ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม เธอจะไม่ยอมแพ้ให้กับความอยุติธรรมอีกต่อไป การที่เธอเดินเข้าไปหาแม่บ้านด้วยท่าทีที่เด็ดขาด มันทำให้คนดูเอาใจช่วยว่าเธอจะพาลูกกลับมาได้สำเร็จไหม ในชาตินี้ ไม่หลงกลอีก
รีวิวตอนนี้
ดูเพิ่มเติม