ภาพตัดสลับระหว่างแม่ที่กำลังร้องไห้กับลูกชายที่นอนหลับหรือถูกทำร้าย ทำให้หัวใจคนดูบีบคั้นมาก โดยเฉพาะฉากที่เด็กถูกจับกดลงพื้นหรือถูกบังคับให้ทำอะไรบางอย่าง มันสะท้อนความโหดร้ายที่เด็กต้องเผชิญ ในเราสร้างกรรม ฉากเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างดิบเถื่อนและสมจริง จนทำให้เรารู้สึกโกรธแค้นแทนตัวละครเด็กอย่างจับใจ
ฉากที่ผู้หญิงหยิบรูปถ่ายของเด็กชายขึ้นมาลูบไล้อย่างทะนุถนอม เป็นฉากที่กินใจที่สุดฉากหนึ่ง ใบหน้าของเด็กในรูปที่ยิ้มแย้ม ตัดกับความจริงอันโหดร้ายที่แม่ต้องเผชิญ มันสื่อถึงความรักที่ไม่มีวันตายแม้จะต้องพลัดพรากจากกัน ในเราสร้างกรรม รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างการลูบรูปถ่ายนี้ ทำให้ตัวละครดูมีมิติและน่าสงสารอย่างยิ่ง
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในเรื่องนี้คือการเห็นผู้หญิงคนเดียวกันในสองสถานะ หนึ่งคือแม่ผู้โศกเศร้าในชุดธรรมดา และอีกหนึ่งคือผู้หญิงในชุดดำหรูหราที่ดูเย็นชาและน่ากลัว การเปลี่ยนผ่านระหว่างสองบุคลิกนี้ในเราสร้างกรรม ทำให้เราสงสัยว่าเธอต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง หรือเธอต้องสวมหน้ากากเพื่อปกป้องลูกของตัวเองกันแน่ ช่างเป็นบทบาทที่ท้าทายการแสดงมาก
โทนสีของภาพที่มืดทึบ แสงสลัว และฉากหลังที่ดูเก่าและทรุดโทรม ช่วยเสริมอารมณ์ความสิ้นหวังของตัวละครได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกฉากในเราสร้างกรรม ดูเหมือนจะถูกออกแบบมาให้คนดูรู้สึกอึดอัดและไร้ทางออก เหมือนเราถูกขังอยู่ในความทุกข์พร้อมกับตัวละคร บรรยากาศแบบนี้หาได้ยากในละครทั่วไป
แม้จะไม่มีเสียงพูดในบางฉาก แต่เสียงสะอื้นและน้ำตาที่ไหลไม่หยุดของผู้หญิงคนนั้น กลับสื่อสารได้ชัดเจนกว่าบทพูดใดๆ มันคือเสียงร้องไห้ของแม่ที่หมดหนทางต่อสู้เพื่อลูก ในเราสร้างกรรม ฉากเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลัง จนทำให้คนดูอย่างเราต้องหยุดหายใจตามไปด้วย ความเจ็บปวดนี้มันช่างแท้จริงและดิบเถื่อนเสียเหลือเกิน