ตอนแรกใส่สูทดูเป็นผู้ดี จู่ๆ เปลี่ยนมาใส่เสื้อเชิ้ตสีแดงเข้มกับโค้ทดำ เดินเข้ามาในโรงพยาบาลดูเท่และดูลึกลับมาก สายตาที่มองนางเอกในตอนท้ายมันมีความหมายซ่อนอยู่เยอะมาก เหมือนจะบอกว่าเขารู้ทุกอย่างแต่ไม่พูดออกมา การเจอกันในโถงโรงพยาบาลมันเงียบแต่ทรงพลังมาก เป็นฉากที่ทิ้งปมให้คนดูต้องไปต่อใน เกือบเสียเธอไปทั้งชีวิต แน่นอน
ชอบตัวละครหมอที่มาแจ้งข่าวร้ายให้แม่ของเด็ก ท่าทางที่จริงจังแต่แฝงความเห็นอกเห็นใจทำให้ฉากนี้ดูสมจริงมาก นางเอกที่นั่งเฝ้าลูกด้วยสีหน้าสิ้นหวังมันบีบหัวใจคนดูสุดๆ ฉากที่จับมือลูกชายสื่อถึงความรักของแม่ที่ไม่มีเงื่อนไข เรื่องราวใน เกือบเสียเธอไปทั้งชีวิต ไม่ได้มีแค่ความรักหนุ่มสาว แต่ยังมี亲情ที่เข้มข้นซ่อนอยู่ด้วย
วินาทีที่นางเอกเปิดประตูห้องแล้วเห็นสภาพนั้น มันคือจุดพีคของเรื่องจริงๆ การที่เธอทรุดลงกับพื้นแสดงถึงความหมดหวังได้ชัดเจนมาก แสงสว่างในห้องที่ตัดกับความมืดภายนอกช่วยเสริมอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น ดูแล้วรู้สึกเหมือนเราเป็นคนเปิดประตูนั้นเอง ความตื่นเต้นและความกลัวผสมกันจนบอกไม่ถูก เป็นฉากที่จำไม่ลืมใน เกือบเสียเธอไปทั้งชีวิต
ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ แค่การที่พระเอกเอามือเท้าผนังแล้วกักขังนางเอกไว้ ก็สื่อถึงอำนาจและความต้องการครอบครองได้ชัดเจนมาก ส่วนนางเอกที่พยายามผลักออกแต่แรงไม่พอ มันแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอในสถานการณ์นั้น การแสดงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ทำให้เรื่อง เกือบเสียเธอไปทั้งชีวิต ดูมีมิติและน่าติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ
ฉากภายนอกโรงพยาบาลที่ถ่ายตอนกลางคืนกับไฟสีแดงที่ส่องสว่าง มันสร้างบรรยากาศที่ดูเหงาและน่ากังวลมาก ตัดภาพมาข้างในที่มีแต่ความเงียบสงัด ยิ่งทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวของนางเอกได้ดียิ่งขึ้น การจัดแสงและมุมกล้องในเรื่อง เกือบเสียเธอไปทั้งชีวิต ทำได้ดีมาก ช่วยดึงอารมณ์คนดูให้จมไปกับตัวละครได้อย่างง่ายดาย