ชอบมุมกล้องที่จับภาพความเปราะบางของตัวละครมาก โดยเฉพาะตอนที่พระเอกนั่งคุยกับหมอแล้วกำมือแน่น แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในใจที่เขาต้องต่อสู้กับความจริงที่โหดร้าย ฉากที่นางเอกอีกคนวิ่งเข้ามาในห้องพร้อมสีหน้าตกใจยิ่งทำให้ปมดราม่าเข้มข้นขึ้นไปอีก เกือบเสียเธอไปทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องรักสามเส้าธรรมดา แต่มันคือการต่อสู้เพื่อทวงคืนความทรงจำและคนที่รักกลับคืนมา ซึ่งทำเอาเราต้องกลั้นหายใจตามไปด้วยทุกฉาก
ดูไปก็ร้องไห้ไปจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะฉากที่พระเอกพยายามจะเอื้อมมือไปหานางเอกแต่ก็หยุดกลางคัน มันสื่อถึงความกลัวที่จะทำร้ายเธออีกครั้งหรือกลัวว่าเธอจะหายไปอีก การตัดสลับระหว่างฉากในห้องผู้ป่วยและห้องปรึกษาแพทย์ทำให้เห็นภาพรวมของปัญหาได้ชัดเจนขึ้น เกือบเสียเธอไปทั้งชีวิต สอนให้เราเห็นคุณค่าของคนที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะสายเกินไป ใครที่ใจแข็งดูเรื่องนี้รับรองว่าไม่รอดแน่ๆ ค่ะ เตรียมทิชชู่ไว้ให้พร้อมเลย
การดำเนินเรื่องทำได้ดีมาก ไม่รีบร้อนแต่ก็ไม่ยืดเยื้อ ทุกการกระทำของตัวละครมีเหตุผลรองรับเสมอ อย่างตอนที่หมออธิบายอาการให้ฟัง เราเห็นแววตาของพระเอกที่เปลี่ยนไปจากคนที่ไม่เชื่อเป็นคนที่เริ่มยอมรับความจริง ฉากที่นางเอกยืนมองพระเอกจากไกลๆ แล้วน้ำตาไหลออกมาเงียบๆ มันกินใจมาก เกือบเสียเธอไปทั้งชีวิต ทำให้เราตั้งคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งเราลืมคนที่เรารักที่สุดไป เราจะยังรักเขาได้อยู่ไหม เป็นคำถามที่เจ็บปวดแต่หาคำตอบยากจริงๆ
ต้องชมการแสดงของนักแสดงนำทั้งคู่เลยค่ะ ส่งสายตาหากันทีไรไฟลุกทุกที แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแค่ไหน แต่ความห่วงใยที่มีให้กันมันซ่อนอยู่ในทุกอากัปกิริยา ฉากที่นางเอกพยายามจะอธิบายอะไรบางอย่างแต่พระเอกกลับทำท่าทางไม่เข้าใจ มันยิ่งทำให้เรารู้สึกสงสารทั้งคู่จริงๆ เกือบเสียเธอไปทั้งชีวิต เป็นเรื่องราวที่พิสูจน์แล้วว่าความรักที่แท้จริงสามารถเอาชนะอุปสรรคใดๆ ได้ แม้แต่อุปสรรคที่เกิดจากสมองและความทรงจำของตัวเองก็ตาม
แม้เรื่องจะดราม่าหนักมาก แต่เราก็ยังเห็นแสงสว่างแห่งความหวังอยู่เสมอ อย่างฉากที่พระเอกเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อนางเอก แม้จะเล็กน้อยแต่มันก็ทำให้คนดูอย่างเรามีกำลังใจขึ้นมาทันที การที่นางเอกไม่ยอมแพ้และพยายามอยู่ข้างๆ เขาตลอดเวลาแสดงให้เห็นถึงความรักที่มั่นคงจริงๆ เกือบเสียเธอไปทั้งชีวิต สอนให้เราเห็นว่าความรักไม่ใช่แค่ความรู้สึกแต่คือการกระทำและการเสียสละเพื่อคนที่เรารัก โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนเลยแม้แต่น้อย