ตัวละครชายในชุดสีม่วงทองของเรื่อง ยมทูตบังคับให้อ่อยฮ่องเต้ ดูมีเสน่ห์และน่าค้นหาอย่างมาก แม้จะพูดน้อยแต่ทุกการเคลื่อนไหวและสายตาดูมีความหมาย เขาอาจจะเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดหรือเป็นผู้ที่คอยสนับสนุนนางเอกอยู่เบื้องหลังก็ได้ การแต่งกายที่หรูหราและเครื่องประดับที่วิจิตรบอกถึงสถานะที่สูงส่งของเขา ฉากที่เขาจ้องมองเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความสนใจทำให้คนดูอยากรู้บทบาทที่แท้จริงของเขามากขึ้น
ยมทูตบังคับให้อ่อยฮ่องเต้ ไม่ได้มีแค่ฉากดราม่าร้องไห้ แต่เป็นการต่อสู้ทางจิตวิทยาที่แหลมคมมาก ฉากที่นางเอกยืนขึ้นหลังจากอ่านราชโองการแล้วเปลี่ยนท่าทีเป็นมั่นใจ สะท้อนให้เห็นว่าเธอเข้าใจเกมในวังดีพอตัว การที่เธอสามารถยืนหยัดต่อหน้านางร้ายที่เคยข่มเหงเธอได้ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครที่น่าสนใจ คนดูจะรู้สึกอินไปกับทุกการเคลื่อนไหวและรอคอยว่าเธอจะใช้สิทธิ์ที่มีจัดการกับศัตรูอย่างไร
ตัวละครนางร้ายในชุดสีฟ้าของเรื่อง ยมทูตบังคับให้อ่อยฮ่องเต้ ดูสวยงามและหรูหราแต่แฝงไปด้วยความอันตราย เครื่องประดับศีรษะสีทองที่วิจิตรและเครื่องสำอางที่จัดจ้านสื่อถึงความมั่นใจและอำนาจที่เธอเคยมี แต่พอถึงฉากที่เธอต้องเผชิญหน้ากับราชโองการ สีหน้าของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป ความงามที่ดูเย็นชาและห่างเหินทำให้ตัวละครนี้น่าจดจำและเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับนางเอกมาก
การถ่ายทำใน ยมทูตบังคับให้อ่อยฮ่องเต้ ทำได้ดีมากในการสร้างบรรยากาศของวังโบราณ ฉากหลังที่เป็นสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมและทหารที่ยืนประจำการอยู่รอบๆ ช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับเรื่องราว แสงธรรมชาติที่ใช้ในฉากกลางแจ้งทำให้ภาพดูสวยงามและมีความเป็นภาพยนตร์ ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ชุด เครื่องประดับ ไปจนถึงสถานที่ ถ่ายทอดยุคสมัยได้ชัดเจน ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลาเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ
ตอนจบของ ยมทูตบังคับให้อ่อยฮ่องเต้ ทำเอาคนดูยิ้มได้กว้างเลย หลังจากที่นางเอกต้องทนทุกข์ทรมานมาตลอดเรื่อง สุดท้ายเธอก็ได้รับราชโองการที่เปลี่ยนทุกอย่าง ฉากที่เธอยืนอย่างมั่นใจในขณะที่ศัตรูต้องยอมจำนนคือภาพที่สะใจที่สุด การแสดงสีหน้าที่เปลี่ยนจากเศร้าเป็นยิ้มอย่างมีความสุขของนางเอกทำให้คนดูรู้สึกดีไปด้วย เป็นตอนจบที่ให้ความหวังและแสดงให้เห็นว่าความดีมักจะชนะความชั่วในที่สุด ดูแล้วอยากดูต่อทันที