พระเอกผมดำแถบชมพูคือจุดขายของเรื่องจริง ๆ สายตาคมกริบ ท่าทางมั่นใจเวลาถือดาบแดง ทำให้คนดูเอาใจช่วยตลอดเรื่อง ใน (พากย์เสียง) งูขยะ เปิดโหมดเทพ มีฉากที่เขายืนปกป้องเพื่อนร่วมทีมแล้วพูดประโยคเด็ด ๆ ทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ใช่แค่นักรบ แต่เป็นผู้นำที่แท้จริง ฉากสุดท้ายที่ยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางซากศึกคือภาพที่จำไม่ลืม
โทนสีม่วงทั้งเรื่องทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกอื่นที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ ท้องฟ้าที่มีเมฆหมุนวนและพื้นดินที่มีรูปร่างแปลกตาช่วยเสริมอารมณ์ความสิ้นหวังได้ดีมาก ใน (พากย์เสียง) งูขยะ เปิดโหมดเทพ ฉากที่ตัวละครวิ่งผ่านทุ่งกะโหลกคือภาพที่ทั้งน่ากลัวและสวยงามในเวลาเดียวกัน แสงจากดาบและอาวุธตัดกับความมืดได้ดีมาก ทำให้ทุกฉากต่อสู้ดูมีมิติและน่าติดตาม
ไม่ต้องมีพล็อตซับซ้อน แค่กลุ่มนักรบที่ต้องสู้เพื่อปกป้องสิ่งที่รักก็เพียงพอแล้ว ใน (พากย์เสียง) งูขยะ เปิดโหมดเทพ เรื่องเล่าผ่านฉากต่อสู้เป็นหลัก แต่ทุกฉากมีความหมายและขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้า ฉากที่ตัวละครหลักตัดสินใจสู้คนเดียวแทนเพื่อนคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรื่องน่าสนใจขึ้นมาก ความเรียบง่ายนี้ทำให้คนดูโฟกัสที่อารมณ์และตัวละครได้เต็มที่
เสียงพากย์ใน (พากย์เสียง) งูขยะ เปิดโหมดเทพ ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะตอนตัวละครตะโกนสั่งการหรือแสดงอารมณ์โกรธ เสียงดังฟังชัดและไม่เกินจริง ฉากที่ตัวร้ายหัวเราะก่อนสู้ทำให้รู้สึกถึงความมั่นใจและความบ้าบิ่นของเขา เสียงเอฟเฟกต์ตอนดาบชนกันก็ทำได้ดี ทำให้รู้สึกถึงแรงกระแทกจริง ๆ การผสมผสานระหว่างภาพและเสียงทำให้เรื่องนี้น่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ
ดูแล้วขนลุกทุกเฟรม! ฉากต่อสู้ใน (พากย์เสียง) งูขยะ เปิดโหมดเทพ มันส์จนลืมหายใจ ดาบแดงตัดผ่านศัตรูแบบไม่ยั้ง เสียงเอฟเฟกต์กระแทกหูแต่ไม่รบกวนอารมณ์ บรรยากาศม่วงมืดทำให้รู้สึกเหมือนยืนอยู่ในสนามรบจริง ๆ ตัวละครหลักมีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะตอนพุ่งเข้าใส่ศัตรูคนเดียว ไม่กลัวตายเลยสักนิด