
ฉากในปราสาทที่มีแสงเทียนสลัวกับหน้าต่างกระจกสี มันสร้างบรรยากาศที่ทั้งโรแมนติกและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน เหมือนความรักของพวกเขาที่เต็มไปด้วยอันตรายแต่ก็สวยงามเกินจะละทิ้ง
จากฉากต่อสู้ที่เต็มไปด้วยเลือดและความโกรธ กลับเปลี่ยนมาเป็นฉากที่เขานั่งอ่านหนังสือให้เธอฟังอย่างอ่อนโยน การเปลี่ยนอารมณ์แบบนี้ทำให้รู้สึกว่าความรักสามารถเยียวยาทุกแผลได้ แม้แต่แผลจากดาบที่เคยจ่อคอเธอ
ฉากแรกที่เขากำลังจะแทงเธอ กับฉากสุดท้ายที่เขาอุ้มเธอวิ่งไปหาเตียง มันเหมือนฝันที่เปลี่ยนจากฝันร้ายเป็นฝันหวาน ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแต่กลับรู้สึกสมเหตุสมผลเพราะมีลูกน้อยเป็นสะพานเชื่อม
ตอนที่เด็กน้อยเอามือแตะท้องของเธอแล้วเธอยิ้มออกมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังร้องไห้ไม่หยุด มันเหมือนบอกว่าความหวังยังคงอยู่ แม้โลกจะโหดร้ายแค่ไหน เด็กน้อยคนนี้คือเหตุผลที่ทำให้เธอต้องสู้ต่อไป
เธอร้องไห้ขณะจับท้องตัวเอง น้ำตาไหลลงบนผ้าสีขาวที่เปื้อนเลือดเล็กน้อย แต่แล้วเธอก็ยิ้มเมื่อลูกน้อยมาสัมผัสท้อง ฉากนี้ทำให้รู้ว่าความเจ็บปวดและความสุขสามารถอยู่ร่วมกันได้ในหัวใจของผู้เป็นแม่
ฉากที่นางกำนัลผู้ครองบัลลังก์ถูกแทงไหล่แล้วร้องไห้จนน้ำตาไหลเป็นสาย มันสะท้อนถึงความอ่อนแอที่ไม่มีใครเห็น แต่เมื่อเธออุ้มท้องและยิ้มให้ลูกน้อย กลับกลายเป็นภาพที่อบอุ่นจนใจละลาย ความขัดแย้งนี้ทำให้ตัวละครมีมิติมาก
เธออ่านหนังสือคนเดียวอย่างเงียบๆ จนเขามาขออ่านด้วย แล้วค่อยๆ วางมือบนหนังสือและมือของเธอ ฉากนี้ไม่ต้องพูดอะไรเลย แต่สื่อถึงความรักที่ค่อยๆ เติบโตอย่างช้าๆ และอบอุ่นเหมือนแสงแดดตอนเช้า
เขาใส่ชุดเกราะสีดำทองดูเข้มแข็ง แต่พอหันหลังไปล้างหน้าในน้ำ กลับเห็นน้ำตาไหลปนกับเลือด ฉากนี้บอกเราว่าแม้แต่คนที่ดูแข็งแกร่งที่สุด ก็ยังมีวันที่ต้องร้องไห้เงียบๆ โดยไม่มีใครเห็น
จากหญิงสาวที่ถูกคุกคามด้วยดาบ กลายเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับความรักอย่างอ่อนโยน การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้รู้สึกว่าในนางกำนัลผู้ครองบัลลังก์ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ความรักที่เกิดจากความเกลียดชัง
ฉากสุดท้ายที่เธอยืนอยู่ในสวนดอกไม้กับแสงแดดอ่อนๆ มันเหมือนบอกว่าหลังจากผ่านความมืดมิดมาแล้ว สุดท้ายก็จะพบแสงสว่าง ความหวังยังคงอยู่แม้จะต้องผ่านอะไรมาเยอะแค่ไหนก็ตาม


รีวิวตอนนี้