
ฉากเปิดเรื่องนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่า เด็กน้อยที่มีพลังพิเศษ พ่อแม่ที่รักกัน และคฤหาสน์สุดหรู ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงบทนำของตำนานที่จะเกิดขึ้นในดยุคไร้ปรานี
ตัวละครเด็กน้อยในเรื่องนี้น่าสนใจมาก ไม่ใช่แค่ตัวประกอบแต่ดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญต่อเนื้อเรื่อง พลังเวทมนตร์ในมือเขาคืออะไรกันแน่? เป็นปมที่ทำให้เราอยากติดตามต่อยิ่งขึ้นในดยุคไร้ปรานี
พระเอกกับนางเอกยืนโอบกอดกันบนระเบียงท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น ช่างเป็นภาพที่โรแมนติกจนหยุดหายใจ การจ้องตากันลึกซึ้งและสัมผัสเบาๆ ที่ริมฝีปากสื่อถึงความรักที่เข้มข้นมาก ดูแล้วใจละลายเลย ดยุคไร้ปรานี ทำได้ดีมาก
ทุกฉากในเรื่องนี้เต็มไปด้วยความโรแมนติก ตั้งแต่ฉากเด็กน้อยวิ่งเล่นไปจนถึงฉากคู่รักจูบกัน บรรยากาศถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตจนเราแทบจะรู้สึกถึงความรักที่ลอยอยู่ในอากาศจริงๆ ในดยุคไร้ปรานี
ต้องยกนิ้วให้ทีมสร้าง ฉากหลังเป็นคฤหาสน์หรูหรากลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ตัดกับแสงสีทองของพระอาทิตย์ตกได้สวยงามมาก เหมือนหลุดเข้าไปในเทพนิยายยุโรปจริงๆ การวางมุมกล้องทำให้เห็นความยิ่งใหญ่ของสถานที่ในดยุคไร้ปรานี
ภาพของพ่อแม่ที่รักกันและลูกน้อยที่มีพลังพิเศษ ทำให้เห็นภาพครอบครัวที่มีความสุข แม้จะมีเวทมนตร์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่ความรักที่พวกเขามีต่อกันคือเรื่องจริงที่สัมผัสได้ เป็นครอบครัวในฝันของใครหลายคนในดยุคไร้ปรานี
แค่เห็นสายตาคู่นั้นก็รู้แล้วว่ารักกันมากแค่ไหน พระเอกมองนางเอกด้วยความอ่อนโยน ส่วนนางเอกก็ตอบกลับด้วยความไว้วางใจ การจูบกันท่ามกลางแสงสุดท้ายของวันช่างสมบูรณ์แบบ เป็นคู่ที่เคมีตรงกันมากที่สุดในดยุคไร้ปรานี
ชุดของตัวละครทุกตัวสวยและละเอียดมาก โดยเฉพาะชุดของพระเอกที่มีลวดลายปักทองวิจิตรบรรจง และชุดของนางเอกที่ดูสง่างามแต่ไม่แข็งกระด้าง การแต่งกายช่วยเสริมบุคลิกตัวละครได้เป็นอย่างดีในดยุคไร้ปรานี
การใช้แสงธรรมชาติในช่วงแสงทองทำให้ทุกฉากดูนุ่มนวลและอบอุ่น แสงที่ส่องผ่านผมสีทองของตัวละครทำให้ดูมีมิติและสวยงามมาก เป็นเทคนิคการถ่ายทำที่ทำให้เรื่องดูมีคุณภาพในดยุคไร้ปรานี
ฉากเปิดเรื่องช่างน่าทึ่ง เด็กน้อยวิ่งมาพร้อมรอยยิ้มแล้วเสกไฟสีฟ้าออกมาจากมือ มันช่างมหัศจรรย์และเต็มไปด้วยความหวัง บรรยากาศตอนพระอาทิตย์ตกทำให้ทุกอย่างดูอบอุ่นเหมือนความฝัน เป็นฉากที่ทำให้ใจพองโตจริงๆ ในดยุคไร้ปรานี


รีวิวตอนนี้