สีหน้าของหญิงชุดเหลืองที่พยายามกลั้นน้ำตาขณะจับมือเด็กน้อยช่างน่าสงสารจับใจ มันสื่อถึงความอ่อนแอของผู้เป็นแม่ที่ต้องปกป้องลูกในสถานการณ์คับขัน การแสดงสีหน้าละเอียดอ่อนมาก ทำให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับความทุกข์ใจของเธอ ฉากนี้ในฟุกกี้ลุกขึ้นอีกครั้ง ทำเอาใจคนดูแทบสลาย
เมื่อเปลี่ยนฉากเข้ามาในท้องพระโรง บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที ฮ่องเต้ที่ประทับบนบัลลังก์มีรอยยิ้มมุมปากที่ดูมีความหมายลึกซึ้ง เหมือนทรงรู้เห็นเป็นใจกับแผนการบางอย่าง การแสดงออกที่ดูนิ่งแต่ทรงพลังของพระองค์ ทำให้คนดูต้องเดาใจว่าจริงๆ แล้วพระองค์อยู่ฝ่ายไหนกันแน่
ชอบมากตรงที่ตัวละครหลักไม่ยอมก้มหัวให้โชคชะตา แม้จะถูกกดดันจากทุกทิศทาง แต่เธอก็เลือกที่จะยืนหยัดและเผชิญหน้า การเดินเข้าไปหาฮ่องเต้ด้วยชุดสีแดงฉานเปรียบเสมือนการประกาศสงครามกับกฎเกณฑ์เก่าๆ เรื่องฟุกกี้ลุกขึ้นอีกครั้ง สอนให้เรารู้ว่าบางครั้งเราต้องกล้าที่จะแตกต่าง
ต้องชื่นชมทีมคอสตูมที่ใส่ใจรายละเอียด ชุดแต่ละตัวบอกสถานะและบุคลิกตัวละครได้ชัดเจน โดยเฉพาะชุดสีแดงที่ปักลวดลายมังกรทองอย่างวิจิตร ตัดกับชุดสีฟ้าของคนที่กำลังคุกเข่าซึ่งดูเศร้าหมอง การใช้สีในฟุกกี้ลุกขึ้นอีกครั้ง ช่วยเล่าเรื่องได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดเลย
ฉากที่เด็กน้อยเอื้อมมือไปจับมือแม่แล้วแม่มองลงมาด้วยความรักผสมความกังวล ช่างเป็นโมเมนต์ที่กินใจมาก มันแสดงให้เห็นว่าเบื้องหลังการต่อสู้เพื่ออำนาจ ยังมีมุมเล็กๆ ของความเป็นมนุษย์ที่เปราะบางอยู่ การแสดงของนักแสดงเด็กก็ทำได้ธรรมชาติมาก ไม่เขินกล้องเลย