ฉากเปิดเรื่องในทีมหญิง พลังหญิง ทำเอาขนลุกเลย แค่หญิงสาวในเสื้อกันหนาวสีครีมยืนนิ่งๆ ท่ามกลางความโกลาหล ก็สื่ออารมณ์ได้รุนแรงกว่าการกรีดร้องเสียอีก สายตาที่มองลงมาที่ชายชุดน้ำตาลที่กำลังลุกขึ้นจากพื้น มันเต็มไปด้วยความเย็นชาและความเด็ดขาด บรรยากาศในห้องโถงหินอ่อนที่ดูหรูหราแต่กลับเต็มไปด้วยเศษจานแตก ยิ่งขับเน้นความขัดแย้งในใจตัวละครได้เป็นอย่างดี ดูแล้วรู้สึกอึดอัดแต่ก็วางไม่ลงจริงๆ
ชอบมุมกล้องที่จับภาพรอยเลือดที่มุมปากของพระเอกในทีมหญิง พลังหญิง มาก มันไม่ใช่แค่ความเจ็บทางกาย แต่ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่แตกสลาย ระหว่างที่เขาพยายามจะลุกขึ้นสู้ สายตาของเขากลับมองไปที่หญิงสาวคนนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งเจ็บปวด ทั้งโกรธแค้น และอาจจะยังมีรักหลงเหลืออยู่ ฉากนี้บอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดแม้แต่คำเดียว การแสดงของนักแสดงนำช่างละเอียดอ่อนและกินใจมาก
ต้องชื่นชมการสร้างตัวละครหญิงในเรื่องทีมหญิง พลังหญิง ที่ไม่ได้เป็นแค่เหยื่อ แต่เป็นคนที่ควบคุมสถานการณ์ แม้จะดูเหมือนถูกกดดันจากครอบครัวฝ่ายชายที่มีท่าทีข่มขู่ แต่เธอก็ยังยืนหยัดอย่างมั่นคง ฉากที่เธอจัดเสื้อกันหนาวของตัวเองแล้วมองตรงไปข้างหน้า มันเหมือนเป็นการประกาศว่าเธอพร้อมจะรับมือกับทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาช่วย ความแข็งแกร่งนี้แหละที่ทำให้คนดูรู้สึกเอาใจช่วยและอยากเห็นตอนต่อไปเร็วๆ
ฉากที่แม่สามีเข้ามาห้ามปรามและโอบกอดลูกสาวตัวน้อยไว้ในทีมหญิง พลังหญิง ทำเอาใจสลายเลย สีหน้าของท่านเต็มไปด้วยความกังวลและความสงสาร ทั้งต่อลูกสะใภ้และต่อหลานสาว การที่ท่านพยายามจะดึงหญิงสาวคนนั้นไว้ไม่ให้ทำอะไรพลั้งพลาด มันแสดงให้เห็นว่าท่านเข้าใจสถานการณ์ดีแค่ไหน บางทีท่านอาจจะรู้ความจริงบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้ การแสดงของนักแสดงรุ่นใหญ่ในเรื่องนี้สมจริงมาก ทำให้ฉากดราม่ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกเยอะ
ชอบการดำเนินเรื่องในทีมหญิง พลังหญิง ที่ไม่จำเป็นต้องใช้การต่อสู้รุนแรง แต่ใช้การปะทะทางสายตาแทน ฉากที่ชายชุดสูทสีเทาชี้หน้าสั่งกับกลุ่มผู้หญิง มันสร้างความรู้สึกอึดอัดได้มาก แต่พอตัดมาที่สายตาของหญิงสาวในเสื้อกันหนาวที่ตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว มันเหมือนมีประกายไฟแลบออกมาจากจอเลย ความขัดแย้งระหว่างรุ่นพ่อรุ่นลูกที่สะท้อนผ่านท่าทางเหล่านี้ ทำให้เนื้อเรื่องดูมีมิติและน่าสนใจกว่าละครทั่วไปมาก
ตัวละครเด็กน้อยในเรื่องทีมหญิง พลังหญิง เป็นจุดที่ทำให้คนดูใจอ่อนที่สุด สายตาที่หวาดกลัวของเด็กที่มองดูผู้ใหญ่ทะเลาะกัน มันสะท้อนความไร้เดียงสาที่ต้องมาเจอกับเรื่องร้ายๆ การที่เธอถูกกอดไว้โดยหญิงชราเพื่อปกป้องจากความจริง มันยิ่งทำให้เรารู้สึกสงสารและอยากให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีสำหรับเด็กคนนี้อย่างมาก ฉากเล็กๆ แบบนี้แหละที่ทำให้ละครเรื่องนี้มีอารมณ์ร่วมสูงมาก ดูแล้วรู้สึกอินไปกับตัวละครทุกตัวเลย
ต้องพูดถึงการแต่งตัวในทีมหญิง พลังหญิง หน่อย เสื้อกันหนาวสีครีมเรียบๆ ของนางเอกตัดกับชุดสูทสีน้ำตาลเข้มของพระเอกได้อย่างลงตัว มันเหมือนสัญลักษณ์ของความอ่อนโยนที่ซ่อนความแข็งแกร่ง ไว้กับความดุดันที่เต็มไปด้วยบาดแผล ส่วนชุดสีเข้มของครอบครัวฝ่ายชายก็ดูเคร่งขรึมและกดดัน การเลือกเสื้อผ้าในเรื่องนี้ไม่ได้ทำมาแค่ให้สวย แต่ช่วยเล่าเรื่องราวของตัวละครได้เป็นอย่างดี ละเอียดมากจริงๆ
ดูทีมหญิง พลังหญิง มาหลายตอน แต่ฉากนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญจริงๆ จากที่พระเอกนอนอยู่บนพื้นเหมือนผู้แพ้ พอเขาลุกขึ้นมากับรอยเลือดและสายตาที่เปลี่ยนไป มันทำให้เรารู้สึกว่าเกมกำลังจะเปลี่ยนฝั่งแล้ว เขาอาจจะยอมเจ็บเพื่อแลกกับบางอย่าง หรืออาจจะกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ การแสดงสีหน้าจากเจ็บปวดเป็นยิ้มเยาะเล็กน้อยในตอนท้าย มันชวนให้สงสัยมากว่าจริงๆ แล้วใครกันแน่ที่เป็นผู้ควบคุมเกมนี้กันแน่
การออกแบบฉากในทีมหญิง พลังหญิง ทำได้ดีมาก ห้องโถงหินอ่อนสีดำที่เย็นชา แสงไฟที่สลัวๆ และเศษอาหารที่กระจายอยู่บนพื้น มันสร้างบรรยากาศที่อึดอัดและกดดันได้สุดๆ เหมือนเราเข้าไปยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ทุกครั้งที่ตัวละครขยับตัว เสียงเงียบในห้องนั้นยิ่งทำให้รู้สึกตึงเครียดมากขึ้นไปอีก การกำกับภาพที่เน้นความมืดและความเย็น ช่วยส่งเสริมอารมณ์ดราม่าของเรื่องได้เป็นอย่างดี ดูแล้วรู้สึกอึดอัดแต่ก็ชอบมาก
ตอนจบของคลิปนี้ในทีมหญิง พลังหญิง ทิ้งคำถามไว้เยอะมาก หญิงสาวคนนั้นจะตัดสินใจยังไงต่อระหว่างความรักและความถูกต้อง ชายคนนั้นจะฟื้นตัวกลับมาแก้แค้นหรือไม่ และเด็กน้อยจะต้องเผชิญกับอะไรต่อไป การที่เรื่องไม่รีบสรุปแต่ค่อยๆ ปล่อยปมออกมาทีละนิด ทำให้คนดูต้องติดตามต่ออย่างใจจดใจจ่อ เป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่ทำได้ดีมาก ทำให้เราอยากกดดูตอนต่อไปทันทีโดยไม่ต้องคิดเลย คุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ
รีวิวตอนนี้
ดูเพิ่มเติม