PreviousLater
Close

ฉันต้องหาคุณให้เจอ ตอนที่ 39

like25.8Kchase138.4K

ความเจ็บปวดและการเผชิญหน้า

เทียนเทียนต้องการอยู่คนเดียวหลังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด แต่ถูกพี่ชายออเรนจ์ตามมารบกวน ในขณะที่เหรียนซีพยายามแยกตัวจากซงเฉิง ซึ่งดื่มเหล้าและพยายามเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเธอ โดยเธอประกาศชัดเจนว่าพวกเขาหย่ากันแล้ว และเธอไม่ใช่เทียนเทียนอีกต่อไปเหรียนซีจะรับมือกับซงเฉิงที่ยังไม่ยอมรับความจริงได้อย่างไร?
  • Instagram
รีวิวตอนนี้

ฉันต้องหาคุณให้เจอ เมื่อความทรงจำถูกขังไว้ในห้องพักโรงพยาบาลหมายเลข 1418

ห้องพักหมายเลข 1418 ไม่ใช่แค่เลขที่บนประตู—มันคือคุก คุกที่สร้างจากผ้าห่มลายตาราง แสงไฟสลัว และความเงียบที่หนักอึ้งจนแทบจะจับต้องได้ ภายในห้องนั้น เฉินเหยียนนอนอยู่บนเตียงที่ถูกปรับให้เอนขึ้นเล็กน้อย ด้วยผ้าพันคอที่ห่อรอบคอดูเหมือนแผลที่ยังไม่หายดี ใบหน้าของเธอซีด苍白 แต่ดวงตาที่เปิดขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงของหลี่เจี้ยน บอกว่าเธอไม่ได้หลับ—เธอแค่แกล้งหลับ เพื่อฟังทุกคำพูด ทุกคราบเหงื่อ ทุกการสั่นของร่างกายของเขา หลี่เจี้ยนนอนข้างเธอ แต่ไม่ใช่ในฐานะคนรัก หรือแม้แต่เพื่อน—เขาคือผีในชีวิตของเธอ ความทรงจำที่ปฏิเสธที่จะถูกฝังไว้ เขาครางเบาๆ ด้วยเสียงที่ดูเหมือนจะมาจากอีกโลกหนึ่ง แล้วก็พูดคำว่า ‘เทียนเทียน’ ซ้ำๆ ราวกับว่ามันคือคำ mantra ที่จะช่วยให้เขาไม่จมลงในความมืดที่ล้อมรอบตัวเขา ฉันต้องหาคุณให้เจอ—ประโยคนี้ไม่ได้ถูกพูดออกมาด้วยเสียง แต่ถูกเขียนไว้ในทุกการเคลื่อนไหวของหลี่เจี้ยน เมื่อเขาลุกขึ้นจากเตียงด้วยท่าทางที่สับสน เขาคว้าข้อมือเฉินเหยียนไว้ด้วยแรงที่ไม่น่าเชื่อ แล้วก็พูดว่า ‘ฟีซายออเรนจ์’ ด้วยเสียงที่สั่นเทา คำนั้นไม่ใช่ภาษาจีน ไม่ใช่ภาษาไทย แต่มันคือรหัสที่เขาใช้ในการเรียกคืนความทรงจำที่ถูกขังไว้ในสมองของเขา ขณะที่เฉินเหยียนพยายามดึงมือออกจากเขา เธอรู้ดีว่าถ้าเธอปล่อยให้เขาหนีไปจากห้องนี้ เขาจะหายไปตลอดกาล ไม่ใช่เพราะเขาจะตาย แต่เพราะเขาจะกลายเป็นคนที่ไม่มีตัวตนอีกต่อไป—คนที่ไม่มีชื่อ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ฉากที่หลี่เจี้ยนล้มลงบนเตียงอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้คราง แต่พูดด้วยเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินว่า ‘คุณปล่อยเทียนเทียนเดียวไว้’ แล้วก็หลับไปอีกครั้ง แต่คราวนี้เฉินเหยียนไม่ได้นั่งมองเขาด้วยความสงสารอีกต่อไป เธอค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ด้วยมือที่ไม่สั่นอีกต่อไป เธอรู้แล้วว่าเธอไม่สามารถรอให้เขาฟื้นขึ้นมาแล้วถามคำถามได้อีก ถ้าเขาไม่สามารถจำได้ว่าเขาคือใคร เธอก็จะต้องเป็นคนที่จำแทนเขา ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะความรับผิดชอบที่เธอไม่สามารถทิ้งไว้ได้ แล้วเมื่อประตูห้องเปิดออกโดยคนในชุดสูทดำสองคน ใบหน้าของเฉินเหยียนเปลี่ยนไปทันที—ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเธอรู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่น้อยลงแล้ว เธอไม่สามารถซ่อนเขาไว้ได้อีกต่อไป คำว่า ‘ไม่อนุญาตให้คุณซื้อเข้ามาที่นี่’ ที่คนในชุดสูทพูดออกมา ไม่ได้หมายถึงการห้ามเขาเข้ามาในห้อง แต่หมายถึงการห้ามเขาเข้ามาในชีวิตของเธออีกต่อไป แล้วเมื่อหลี่เจี้ยนลุกขึ้นอีกครั้ง เขาไม่ได้เดินไปที่ประตู แต่เดินไปที่หน้าต่าง แล้วก็พูดว่า ‘ฉันต้องหาคุณให้เจอ’ ด้วยเสียงที่แน่วแน่ขึ้น ราวกับว่าเขาเริ่มจำได้แล้วว่าเขาคือใคร และเขาต้องการอะไร ในฉากสุดท้ายที่แสงจากหน้าต่างเริ่มส่องเข้ามา แสดงว่าเช้าแล้ว แต่ความมืดในห้องยังไม่ได้หายไปไหน มันยังคงเกาะอยู่ที่มุมๆ หนึ่งของห้อง ราวกับว่ามันกำลังรอโอกาสที่จะกลับมาอีกครั้ง ขณะที่เฉินเหยียนยืนอยู่ตรงประตู มองกลับไปที่หลี่เจี้ยนที่นอนหลับอย่างสงบ เธอพูดกับตัวเองเบาๆ ว่า ‘ฉันต้องหาคุณให้เจอ… ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน’ แล้วเธอก็เปิดประตู走出去 โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย—เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าเธอมองกลับไป ความรู้สึกที่เธอพยายามเก็บไว้ให้แข็งแรงจะพังทลายลงในพริบตา และแล้วเมื่อเธอเดินผ่านทางเดินที่มืดมิด เธอได้ยินเสียงของคนในชุดสูทพูดว่า ‘เขาเริ่มจำได้แล้ว’ แล้วเธอก็หยุด脚步 ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเธอรู้ว่าเกมนี้ยังไม่จบ ฉันต้องหาคุณให้เจอ—ไม่ใช่แค่คำพูดของหลี่เจี้ยนในความฝัน แต่คือคำสาปที่ลอยอยู่ในอากาศระหว่างพวกเขาสองคน ทุกครั้งที่เขาล้มลง เธอก็เข้าไปประคอง ทุกครั้งที่เขาลุกขึ้น เธอก็ถอยหลังเล็กน้อย ราวกับว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาคือการเต้นรำที่ไม่มีจังหวะแน่นอน แต่ทุกขั้นตอนล้วนเต็มไปด้วยความเสี่ยง และในตอนจบของคลิปนี้ เมื่อเฉินเหยียนยืนอยู่ตรงประตูห้องพักหมายเลข 1418 ด้วยมือที่กำโทรศัพท์ไว้แน่น เธอรู้ดีว่าเธอไม่สามารถหนีจากความจริงนี้ได้อีกต่อไป ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ไม่ว่าเขาจะมาจากไหน เธอจะต้องตามหาเขาให้เจอ—เพราะบางครั้ง ความรักไม่ได้เริ่มจากคำว่า ‘ฉันรักคุณ’ แต่เริ่มจากคำว่า ‘ฉันต้องหาคุณให้เจอ’

ฉันต้องหาคุณให้เจอ ความลับในห้องพักโรงพยาบาลที่ไม่มีใครกล้าเปิดเผย

เมื่อแสงไฟสลัวๆ ของห้องพักโรงพยาบาลส่องลงมาบนใบหน้าของเฉินเหยียนที่นอนหลับอย่างสงบ แต่ความเงียบไม่ได้หมายถึงความปลอดภัย—มันคือจุดเริ่มต้นของความระทึกใจที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มลายตารางสีฟ้าขาว เฉินเหยียนสวมชุดนอนลายทางน้ำเงิน-ขาว ดูอ่อนแอ แต่สายตาที่เปิดขึ้นทันทีที่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของคนข้างกาย บอกว่าเธอไม่ได้หลับสนิทเลยแม้แต่นาทีเดียว ขณะที่หลี่เจี้ยน ชายในเสื้อเชิ้ตขาวกับเสื้อเวสต์ดำ กำลังครางเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด ฝ่ามือของเขาจับแน่นที่หน้าอก ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังบีบรัดหัวใจของเขาไว้จนแทบหายใจไม่ออก แล้วเฉินเหยียนก็ค่อยๆ ยื่นมือออกไป สัมผัสศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบา แต่ทันทีที่นิ้วเธอแตะผิวหนัง หลี่เจี้ยนก็กระตุกตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคำร้องครางที่ดังออกมาจากลำคอ—‘เทียนเทียน’ คำนั้นไม่ใช่ชื่อของเธอ แต่เป็นชื่อของคนอื่น คนที่เขาอาจกำลังตามหาในความฝัน หรือในความทรงจำที่ถูกฝังไว้ลึกเกินไป ฉันต้องหาคุณให้เจอ—ประโยคนี้ไม่ได้ถูกพูดออกมาด้วยเสียง แต่ถูกเขียนไว้ในสายตาของเฉินเหยียนที่มองหลี่เจี้ยนด้วยความสงสารและคำถามที่ไม่อาจถามออกมาได้ เธอรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนที่เธอควรจะใกล้ชิด แต่เมื่อเขาล้มลงบนเตียงข้างเธอ ด้วยร่างกายที่สั่นระริกและเหงื่อที่ไหลลงมาตามกราม ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไปจากความระมัดระวังกลายเป็นความอยากปกป้อง แม้จะรู้ว่าการสัมผัสเขาอาจทำให้เธอตกอยู่ในอันตราย แต่เธอก็ยังคงเอื้อมมือไปจับแขนเขาไว้ ราวกับว่าการสัมผัสนั้นคือการยึดเหนี่ยวความจริงที่กำลังจะเลือนหายไปในความมืด ฉากที่หลี่เจี้ยนลุกขึ้นจากเตียงแล้วคว้าข้อมือเฉินเหยียนไว้ด้วยแรงที่ไม่น่าเชื่อ ทำให้เธอสะดุ้ง แต่ไม่ได้ดิ้นรนหนี—เพราะในแววตาของเขา มีความหวาดกลัวมากกว่าความโกรธ ราวกับว่าเขาเห็นภาพบางอย่างที่เธอไม่สามารถมองเห็นได้ เขาพูดว่า ‘ฟีซายออเรนจ์’ ซ้ำๆ ด้วยเสียงแหบๆ ที่แทบไม่ได้ยิน แล้วก็ปล่อยมือเธอออกอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ขณะที่เฉินเหยียนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ด้วยมือที่ยังสั่นเล็กน้อย และหัวใจที่เต้นแรงเกินไป เธอรู้ว่าคำว่า ‘ฟีซายออเรนจ์’ ไม่ใช่แค่คำแปลกๆ ที่เขาพูดในขณะที่สับสน มันคือรหัส คือชื่อสถานที่ หรือแม้แต่ชื่อคนที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ทำให้เขาอยู่ในสภาพนี้ เมื่อแสงจากโคมไฟข้างเตียงส่องสว่างขึ้นอีกครั้ง ภาพของเฉินเหยียนที่นั่งอยู่บนเตียง ด้วยผ้าพันคอที่ห่อรอบคอดูเหมือนแผล ทำให้เราเริ่มเข้าใจว่าเธอไม่ใช่แค่ผู้ดูแล แต่เป็นผู้ที่เคยผ่านอะไรมาแล้วเช่นกัน ใบหน้าของเธอที่มีรอยช้ำเล็กน้อยที่แก้มซ้าย บอกว่าเธอไม่ได้ปลอดภัยในโลกนี้เลยแม้แต่นาทีเดียว แล้วเมื่อหลี่เจี้ยนลุกขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาเดินไปที่ประตูห้อง ด้วยท่าทางที่ดูสับสนและหวาดระแวง เขาพยายามเปิดประตู แต่กลับไม่สำเร็จ—เพราะมันถูกล็อกไว้จากด้านนอก คำว่า ‘คุณทำอะไร’ ดังขึ้นจากปากของเฉินเหยียน แต่ไม่ใช่ด้วยน้ำเสียงของการต่อต้าน แต่เป็นน้ำเสียงของคนที่กำลังพยายามเข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องหนีไปจากเธอ ฉันต้องหาคุณให้เจอ—คราวนี้มันไม่ใช่แค่คำพูดของหลี่เจี้ยนในความฝัน แต่กลายเป็นคำสาปที่ลอยอยู่ในอากาศระหว่างพวกเขาสองคน ทุกครั้งที่เขาล้มลง เธอก็เข้าไปประคอง ทุกครั้งที่เขาลุกขึ้น เธอก็ถอยหลังเล็กน้อย ราวกับว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาคือการเต้นรำที่ไม่มีจังหวะแน่นอน แต่ทุกขั้นตอนล้วนเต็มไปด้วยความเสี่ยง แล้วเมื่อประตูห้องเปิดออกโดยคนในชุดสูทดำสองคน ใบหน้าของเฉินเหยียนเปลี่ยนไปทันที—ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเธอรู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่น้อยลงแล้ว เธอไม่สามารถซ่อนเขาไว้ได้อีกต่อไป คำว่า ‘ไม่อนุญาตให้คุณซื้อเข้ามาที่นี่’ ที่คนในชุดสูทพูดออกมา ไม่ได้หมายถึงการห้ามเขาเข้ามาในห้อง แต่หมายถึงการห้ามเขาเข้ามาในชีวิตของเธออีกต่อไป ในฉากสุดท้ายที่หลี่เจี้ยนล้มลงบนเตียงอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้คราง แต่พูดด้วยเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินว่า ‘ฉันต้องหาคุณให้เจอ’ แล้วก็หลับไปอีกครั้ง แต่คราวนี้เฉินเหยียนไม่ได้นั่งมองเขาด้วยความสงสารอีกต่อไป เธอค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ด้วยมือที่ไม่สั่นอีกต่อไป เธอรู้แล้วว่าเธอไม่สามารถรอให้เขาฟื้นขึ้นมาแล้วถามคำถามได้อีก ถ้าเขาไม่สามารถจำได้ว่าเขาคือใคร เธอก็จะต้องเป็นคนที่จำแทนเขา ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะความรับผิดชอบที่เธอไม่สามารถทิ้งไว้ได้ และแล้วเมื่อแสงจากหน้าต่างเริ่มส่องเข้ามา แสดงว่าเช้าแล้ว แต่ความมืดในห้องยังไม่ได้หายไปไหน มันยังคงเกาะอยู่ที่มุมๆ หนึ่งของห้อง ราวกับว่ามันกำลังรอโอกาสที่จะกลับมาอีกครั้ง ขณะที่เฉินเหยียนยืนอยู่ตรงประตู มองกลับไปที่หลี่เจี้ยนที่นอนหลับอย่างสงบ เธอพูดกับตัวเองเบาๆ ว่า ‘ฉันต้องหาคุณให้เจอ… ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน’ แล้วเธอก็เปิดประตู走出去 โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย—เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าเธอมองกลับไป ความรู้สึกที่เธอพยายามเก็บไว้ให้แข็งแรงจะพังทลายลงในพริบตา

เธอไม่ได้ลืม... เขาคือคนที่ลืมตัวเอง

เธอนอนอยู่บนเตียง แผลที่หน้าผาก ผ้าพันคอ แต่สายตาไม่เคยหวั่นไหวแม้เขาจะกระโจนใส่ซ้ำๆ ฉันต้องหาคุณให้เจอ คือความมุ่งมั่นของเธอ ไม่ใช่ความบ้าของเขานะ 😶 บางครั้งความรักที่ผิดทาง มันอันตรายกว่าการฆ่าเสียอีก

ฝันร้ายที่กลายเป็นจริง

ฉากนี้ทำให้ใจหาย! ตอนที่เขาจับคอเธอแล้วพูดว่า 'เทียนเทียน' แบบสั่นเสียง... ความกลัวไม่ใช่แค่จากแรงกาย แต่คือการถูกคนที่ไว้ใจที่สุดหักหลังในยามอ่อนแอ 🩸 ฉันต้องหาคุณให้เจอ ไม่ใช่แค่ชื่อเรื่อง แต่คือคำสาปที่ทิ้งไว้ในหัวใจ