นอกจากความบันเทิงแล้ว เรื่องนี้ยังให้ข้อคิดเกี่ยวกับการทำงานร่วมกัน การเคารพซึ่งกันและกัน และการไม่ใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่น กลรักบอสเจ้าเล่ห์ ทำให้เราเห็นว่าความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้มาจากการเหยียบย่ำคนอื่น แต่มาจากความสามารถและความซื่อสัตย์ ฉากสุดท้ายที่ทุกคนเริ่มปรับความเข้าใจกันคือจุดที่อบอุ่นหัวใจที่สุด
ชอบมากตรงที่ตัวละครเอกไม่ยอมก้มหัวให้โชคชะตา แม้จะถูกกลั่นแกล้งหรือถูกมองข้าม แต่เธอก็ยังสู้ต่ออย่างมีสติ เรื่องกลรักบอสเจ้าเล่ห์ สะท้อนให้เห็นว่าความอดทนมีขีดจำกัด และการลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ฉากที่เธอเดินไปวางเอกสารแล้วพูดจาฉะฉานคือโมเมนต์ที่สะใจคนดูที่สุด
ดูแล้วรู้สึกเหมือนนั่งดูเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในบริษัททั่วไป การแก่งแย่งตำแหน่ง การนินทาว่าร้าย หรือแม้แต่การใช้อำนาจในทางที่ผิด ล้วนถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างแนบเนียนในกลรักบอสเจ้าเล่ห์ โดยเฉพาะปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมงานที่บางคนก็เอาตัวรอด บางคนก็เห็นใจแต่ไม่กล้าช่วย มันคือความจริงที่โหดร้ายแต่ต้องยอมรับ
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สนุกคือเราไม่รู้ว่าเบื้องหลังรอยยิ้มหวาน ๆ ของตัวละครบางตัวซ่อนอะไรไว้บ้าง กลรักบอสเจ้าเล่ห์ เล่นกับจิตวิทยาคนดูได้ดีมาก ทุกการกระทำมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่แค่ดราม่าเพื่อสร้างกระแส แต่เป็นการวางปมที่ค่อย ๆ คลายออกมาทีละนิด ทำให้เราอยากกดดูตอนต่อไปทันที
ฉากเปิดเรื่องในกลรักบอสเจ้าเล่ห์ ทำเอาคนดูต้องกลั้นหายใจเมื่อพนักงานสาวถูกกดดันอย่างหนักจากหัวหน้างานที่ดูใจร้าย บรรยากาศในออฟฟิศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและการเมืองในที่ทำงานที่ซับซ้อน การแสดงสีหน้าของตัวละครหลักสื่ออารมณ์ได้ดีมาก ทำให้เรารู้สึกอินไปกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในชีวิตการทำงาน