ต้องยกนิ้วให้นักแสดงทุกคน โดยเฉพาะหนุ่มชุดดำที่แสดงอารมณ์ได้ลึกซึ้งมาก จากท่าทางแข็งกร้าวในตอนแรก กลับกลายเป็นคนอ่อนแอที่สุดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริง ฉากที่เขาถูกดึงผมและทุบตีจนล้มลงพื้น ทำให้คนดูรู้สึกเจ็บแทนจริงๆ การดำเนินเรื่องในไม่มีใครรักลูกตั้งแต่เกิด ยกเว้นพ่อนะ เร้าใจจนไม่อยากกระพริบตา
ชอบฉากที่หญิงสาวบนรถเข็นไม่พูดอะไรเลย แต่สีหน้าและแววตาของเธอสื่อสารได้ชัดเจนกว่าคำพูดใดๆ เธอเจ็บปวด ผิดหวัง และอาจกำลังตัดสินใจบางอย่างที่สำคัญมาก ในขณะที่ผู้ชายรอบข้างต่างตะโกนและแสดงอารมณ์รุนแรง ความเงียบของเธอกลับเป็นจุดสนใจที่สุดของฉากนี้ ในไม่มีใครรักลูกตั้งแต่เกิด ยกเว้นพ่อนะ ความเงียบบางครั้งก็ทรงพลังที่สุด
ฉากนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด ทุกคนต่างมีบทบาทของตัวเอง ชายชุดขาวที่ดูเย็นชาแต่กลับถูกหนุ่มชุดดำกอดขาขอความเมตตา หญิงชุดทองที่พยายามเข้าไปห้ามแต่กลับถูกผลักล้มลงพื้น ทุกการเคลื่อนไหวล้วนมีความหมายและส่งผลต่ออารมณ์คนดู ดูแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในห้องนั้นจริงๆ ไม่มีใครรักลูกตั้งแต่เกิด ยกเว้นพ่อนะ ทำให้เห็นความซับซ้อนของความสัมพันธ์ในครอบครัว
ฉากนี้ทำให้คิดถึงคำว่า การให้อภัย อย่างมาก หนุ่มชุดดำพยายามทุกวิธีเพื่อขอโทษ แต่หญิงสาวบนรถเข็นยังไม่พร้อมที่จะให้อภัย อาจเพราะความเจ็บปวดมันยังสดใหม่เกินไป หรืออาจเพราะเธอต้องการเวลาในการเยียวยาตัวเอง เรื่องราวในไม่มีใครรักลูกตั้งแต่เกิด ยกเว้นพ่อนะ สอนให้เราเข้าใจว่าการให้อภัยไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทันที
ฉากที่มีการทำร้ายร่างกายอาจดูรุนแรงสำหรับบางคน แต่สำหรับฉันแล้วมันสะท้อนความจริงของชีวิตได้ดีมาก บางครั้งความเจ็บปวดทางกายก็เบากว่าความเจ็บปวดทางใจ ชายชุดดำที่ถูกทุบตีอาจกำลังชดใช้บาปที่เขาเคยก่อไว้ ในขณะที่หญิงสาวบนรถเข็นอาจกำลังแบกรับความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเห็น ในไม่มีใครรักลูกตั้งแต่เกิด ยกเว้นพ่อนะ ความรุนแรงบางครั้งก็จำเป็นเพื่อให้เห็นความจริง