PreviousLater
Close

ขอโทษนะ ฉันรักคุณ ตอนที่ 51

like3.9Kchase12.8K

ความขัดแย้งระหว่างพี่น้อง

เป่าเออร์รู้สึกไม่สบายและต้องการพักผ่อน แต่กู่ฉงพยายามจะเข้าไปพบเธอ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพี่น้องและถูกเตือนไม่ให้รบกวนเธออะไรจะเกิดขึ้นต่อไปเมื่อเป่าเออร์รู้สึกไม่สบายและพี่น้องยังคงขัดแย้งกัน?
  • Instagram
รีวิวตอนนี้

ขอโทษนะ ฉันรักคุณ: ความเงียบของเฉินเจียหยูที่พูดแทนทุกคำ

ห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งด้วยไม้สีเข้มและโคมไฟคริสตัลระย้า ดูหรูหราแต่กลับเต็มไปด้วยความเย็นชา แสงจากหน้าต่างบานใหญ่ไม่สามารถขับไล่ความมืดที่ซ่อนอยู่ในมุมห้องได้เลย ทุกคนในห้องนี้ต่างรู้ดีว่ามีบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าพูดมันออกมา แม้แต่หลิวเสวียน—ผู้เป็นแม่ของเฉินอี้—ก็ยังยืนนิ่งอยู่ด้วยท่าทางที่ดูแข็งแกร่ง แต่สายตาที่มองไปยังหลินซือนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนไว้ดีมาก เธอรู้ดีว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ใช่แค่เพื่อนของลูกชายเธอ แต่คือเด็กหญิงที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเธอ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในคืนที่ฝนตกหนักและโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวที่ดังขึ้นก่อนจะเงียบไปตลอดกาล เฉินอี้ยืนอยู่ใกล้ตู้หนังสือ สองมือกำกระดาษแผ่นเล็กๆ ไว้แน่น ใบหน้าของเขาซีดเผือก ดวงตาที่เคยมีแต่ความมั่นใจกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ เขาจำได้ดีว่าเมื่อห้าปีก่อน วันที่เขาและหลินซือเล่นเปียโนด้วยกันครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นไม่นาน พ่อของหลินซือก็หายตัวไปโดยไม่เหลือร่องรอย และทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป—แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอ ที่เคยเป็นเพื่อนรัก กลายเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้ากัน แต่ตอนนี้ ภาพถ่ายที่เขาคิดว่าถูกทำลายไปแล้วกลับปรากฏขึ้นอีกครั้งในมือของหลินซือ ภาพที่มีเด็กชายและเด็กหญิงยิ้มสดใสอยู่ข้างเปียโน ภาพที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป เพราะมันคือความทรงจำที่ถูกห้ามไม่ให้พูดถึง ขอโทษนะ ฉันรักคุณ... ประโยคนี้ไม่ได้ถูกพูดออกมาดังๆ ในฉากนี้ แต่มันลอยอยู่ในอากาศ แทรกซึมเข้าไปในทุกการหายใจของคนที่อยู่ในห้อง แม้แต่เฉินอี้เองก็ยังไม่รู้ว่าทำไมคำว่า “ขอโทษ” ถึงกลายเป็นคำแรกที่เขาคิดถึงเมื่อเห็นภาพนั้นในมือของหลินซือ เขาเห็นน้ำตาของเธอไหลลงมาอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงร้องไห้ ไม่มีคำพูดใดๆ แค่ความเงียบและน้ำตาที่พูดแทนทุกอย่างได้ดีกว่าคำพูดใดๆ ในโลกนี้ แล้วในขณะที่ทุกคนกำลังจมอยู่กับความรู้สึกนั้น เฉินเจียหยู—พี่ชายต่างแม่ของเฉินอี้—ก็เดินเข้ามาอย่างสงบนิ่ง ใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่สายตาที่จ้องมองเฉินอี้นั้นเต็มไปด้วยความคาดหมายและความกดดันที่ซ่อนไว้ภายใต้ความเรียบร้อย เฉินเจียหยูคือคนเดียวที่รู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับคดีที่ทำให้ครอบครัวของหลินซือแตกสลาย แต่เขาเลือกที่จะเก็บมันไว้ แม้กระทั่งเมื่อเห็นเฉินอี้ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยความสับสนและเจ็บปวด เขาไม่พูดอะไรเลย เพียงแต่เดินผ่านไปอย่างเงียบๆ พร้อมกับคำพูดเบาๆ ที่ลอยมาในอากาศว่า “บางครั้ง การลืมคือการเมตตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” แต่ความเงียบของเฉินเจียหยูนั้นไม่ได้หมายถึงความไร้ความรู้สึก มันคือการควบคุมที่เข้มงวดเกินไป ความเจ็บปวดที่เขาเก็บไว้ในใจนั้นลึกซึ้งกว่าที่ใครๆ จะคาดคิดได้ เขาจำได้ดีว่าคืนนั้น เขาเป็นคนแรกที่พบหลินซือยืนอยู่หน้าประตูบ้านของพวกเขา ใบหน้าซีดเผือก 两手สั่น พร้อมกับคำพูดที่แทบจะไม่ได้ยินว่า “พ่อของฉันหายไปแล้ว... ฉันหาเขาไม่เจอ” และในคืนนั้นเอง เขาได้เห็นพ่อของตนเอง—ผู้ที่เขาเคารพมากที่สุด—ยืนอยู่ในห้องทำงาน หน้าตาเคร่งขรึม พร้อมกับเอกสารหลายชุดที่มีชื่อของพ่อของหลินซืออยู่บนนั้น เขาไม่ได้ถามอะไรเลย เพราะเขารู้ดีว่าหากถาม คำตอบที่ได้จะทำให้ทุกอย่างพังทลายลงในทันที ขอโทษนะ ฉันรักคุณ... คำนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเฉินอี้ ขณะที่เขาค่อยๆ พับกระดาษแผ่นนั้นลงอย่างระมัดระวัง ราวกับว่ามันคือชิ้นส่วนสุดท้ายของความทรงจำที่ยังเหลืออยู่ในโลกนี้ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป ควรจะถามหลินซือว่า “ทำไมเธอถึงยังเก็บภาพนี้ไว้?” หรือควรจะถามเฉินเจียหยูว่า “พ่อของเธอหายไปเพราะอะไร?” แต่สิ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ วันนี้คือจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป ความจริงที่ถูกฝังไว้ลึกๆ กำลังจะผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ ราวกับน้ำที่ค่อยๆ ซึมผ่านรูรั่วในผนัง จนในที่สุดก็จะท่วมท้นทุกอย่างที่เคยสร้างขึ้นมาด้วยความหวังและคำโกหก และแล้ว เมื่อแสงแดดเริ่มอ่อนลง หลินซือก็เดินผ่านประตูห้องสมุดไปอย่างเงียบๆ โดยไม่หันกลับมามอง แต่ก่อนที่เธอจะหายไปจากสายตา เธอได้ทิ้งกระดาษแผ่นเล็กๆ ไว้บนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่าง—กระดาษที่เขียนด้วยลายมืออันคุ้นเคยว่า “ขอโทษนะ ฉันรักคุณ... แม้ตอนนี้เราจะไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้อีกแล้ว” เฉินอี้มองดูกระดาษนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสับสน เขาไม่รู้ว่าควรจะหยิบมันขึ้นมาหรือปล่อยไว้ให้ลมพัดไป แต่สิ่งหนึ่งที่เขาแน่ใจคือ คำว่า “ขอโทษ” ไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ แต่มันคือการเริ่มต้นใหม่ที่อาจเจ็บปวด แต่จำเป็นต้องเกิดขึ้น ในโลกที่ทุกคนต่างสวมหน้ากากของความสุภาพและมารยาท บางครั้งความจริงก็ไม่ได้ถูกซ่อนไว้ในเอกสารลับหรือห้องใต้ดิน แต่อยู่ในภาพถ่ายเก่าๆ ที่ถูกซ่อนไว้ในช่องเล็กๆ ของตู้หนังสือ รอวันที่ใครสักคนจะเปิดมันออกและพบว่า ความรักที่เคยมีนั้นยังไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกเก็บไว้ภายใต้ชั้นของความกลัวและความเจ็บปวด จนกว่าจะถึงเวลาที่หัวใจพร้อมจะรับมันอีกครั้ง ขอโทษนะ ฉันรักคุณ—ไม่ใช่แค่คำขอโทษ แต่คือคำสารภาพที่ถูกเก็บไว้นานเกินไป จนแทบจะกลายเป็นความลับที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา

ขอโทษนะ ฉันรักคุณ: ความลับในภาพถ่ายที่ทำให้จิตใจของเฉินอี้สั่นคลอน

เมื่อแสงจากหน้าต่างบานใหญ่สาดส่องลงมาบนพื้นหินอ่อนเงาสะท้อน ความเงียบงันที่ปกคลุมห้องโถงหรูหราแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยแรงดันที่แทบจะจับต้องได้ ผู้หญิงในชุดโค้ทสีแดงเข้ม—หลิวเสวียน—ยืนอยู่ตรงกลาง สองมือกุมแน่นที่เอว สายตาจ้องมองไปยังจุดใดจุดหนึ่งที่ไม่มีใครเห็น แต่ทุกคนในห้องรู้ดีว่าเธอไม่ได้กำลังมองอะไรเลย เธอกำลังฟังเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เด็กสาวในเครื่องแบบนักเรียนสีน้ำเงินเข้มถูกผู้หญิงอีกคน—เจียงเหมย—ประคองไว้ด้วยท่าทางที่ทั้งเป็นห่วงและเต็มไปด้วยความผิดหวัง เด็กสาวนั้นคือหลินซือ ผู้ที่เพิ่งถูกจับได้ว่าแอบนำภาพเก่าออกมาดูในห้องสมุดส่วนตัวของครอบครัว ภาพที่มีเด็กชายและเด็กหญิงยิ้มสดใสอยู่ข้างเปียโน ภาพที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป เพราะมันคือภาพของเฉินอี้และหลินซือในวัยเด็ก—ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น ขอโทษนะ ฉันรักคุณ... ประโยคนี้ไม่ได้ถูกพูดออกมาดังๆ ในฉากนี้ แต่มันลอยอยู่ในอากาศ แทรกซึมเข้าไปในทุกการหายใจของคนที่อยู่ในห้อง แม้แต่เฉินอี้เองก็ยังไม่รู้ว่าทำไมคำว่า “ขอโทษ” ถึงกลายเป็นคำแรกที่เขาคิดถึงเมื่อเห็นภาพนั้นในมือของหลินซือ ตอนนี้เขาอยู่ในห้องสมุด ยืนพิงตู้หนังสือไม้สีเข้ม สองมือกำกระดาษแผ่นเล็กๆ ไว้แน่นจนนิ้วขาวโพลน ใบหน้าของเขาซีดเผือก ดวงตาที่เคยมีแต่ความมั่นใจกลับเต็มไปด้วยความสับสนและคำถามที่ไม่มีคำตอบ เขาจำได้ดีว่าเมื่อห้าปีก่อน วันที่เขาและหลินซือเล่นเปียโนด้วยกันครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นไม่นาน พ่อของหลินซือก็หายตัวไปโดยไม่เหลือร่องรอย และทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป—แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอ ที่เคยเป็นเพื่อนรัก กลายเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้ากัน แล้วตอนนี้ เฉินอี้กลับพบว่าภาพนั้นยังมีอยู่ ไม่ใช่แค่ในความทรงจำ แต่อยู่ในมือของคนที่เขาคิดว่าคงลืมไปแล้ว หลินซือยังจำได้... จำได้ทุกอย่าง แม้แต่เสียงหัวเราะของเขากับเธอที่ดังก้องในห้องโถงใหญ่แห่งนี้เมื่อครั้งยังเด็ก เขาเห็นมือของเธอสั่นขณะถือภาพนั้น แล้วเขาก็เห็นน้ำตาไหลลงมาตามแก้มอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงร้องไห้ ไม่มีคำพูดใดๆ แค่ความเงียบและน้ำตาที่พูดแทนทุกอย่างได้ดีกว่าคำพูดใดๆ ในโลกนี้ ในขณะเดียวกัน ชายในชุดสูทสีเทาเข้ม—เฉินเจียหยู—เดินเข้ามาอย่างสงบนิ่ง ใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่สายตาที่จ้องมองเฉินอี้นั้นเต็มไปด้วยความคาดหมายและความกดดันที่ซ่อนไว้ภายใต้ความเรียบร้อย เฉินเจียหยูคือพี่ชายต่างแม่ของเฉินอี้ ผู้ที่ดูแลเขาหลังจากพ่อของเขาเสียชีวิตไปอย่างลึกลับ และเขาคือคนเดียวที่รู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับคดีที่ทำให้ครอบครัวของหลินซือแตกสลาย แต่เขาเลือกที่จะเก็บมันไว้ แม้กระทั่งเมื่อเห็นเฉินอี้ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยความสับสนและเจ็บปวด เขาไม่พูดอะไรเลย เพียงแต่เดินผ่านไปอย่างเงียบๆ พร้อมกับคำพูดเบาๆ ที่ลอยมาในอากาศว่า “บางครั้ง การลืมคือการเมตตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ขอโทษนะ ฉันรักคุณ... คำนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเฉินอี้ ขณะที่เขาค่อยๆ พับกระดาษแผ่นนั้นลงอย่างระมัดระวัง ราวกับว่ามันคือชิ้นส่วนสุดท้ายของความทรงจำที่ยังเหลืออยู่ในโลกนี้ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป ควรจะถามหลินซือว่า “ทำไมเธอถึงยังเก็บภาพนี้ไว้?” หรือควรจะถามเฉินเจียหยูว่า “พ่อของเธอหายไปเพราะอะไร?” แต่สิ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ วันนี้คือจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป ความจริงที่ถูกฝังไว้ลึกๆ กำลังจะผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ ราวกับน้ำที่ค่อยๆ ซึมผ่านรูรั่วในผนัง จนในที่สุดก็จะท่วมท้นทุกอย่างที่เคยสร้างขึ้นมาด้วยความหวังและคำโกหก และแล้ว เมื่อแสงแดดเริ่มอ่อนลง หลินซือก็เดินผ่านประตูห้องสมุดไปอย่างเงียบๆ โดยไม่หันกลับมามอง แต่ก่อนที่เธอจะหายไปจากสายตา เธอได้ทิ้งกระดาษแผ่นเล็กๆ ไว้บนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่าง—กระดาษที่เขียนด้วยลายมืออันคุ้นเคยว่า “ขอโทษนะ ฉันรักคุณ... แม้ตอนนี้เราจะไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้อีกแล้ว” เฉินอี้มองดูกระดาษนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสับสน เขาไม่รู้ว่าควรจะหยิบมันขึ้นมาหรือปล่อยไว้ให้ลมพัดไป แต่สิ่งหนึ่งที่เขาแน่ใจคือ คำว่า “ขอโทษ” ไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ แต่มันคือการเริ่มต้นใหม่ที่อาจเจ็บปวด แต่จำเป็นต้องเกิดขึ้น ในโลกที่ทุกคนต่างสวมหน้ากากของความสุภาพและมารยาท บางครั้งความจริงก็ไม่ได้ถูกซ่อนไว้ในเอกสารลับหรือห้องใต้ดิน แต่อยู่ในภาพถ่ายเก่าๆ ที่ถูกซ่อนไว้ในช่องเล็กๆ ของตู้หนังสือ รอวันที่ใครสักคนจะเปิดมันออกและพบว่า ความรักที่เคยมีนั้นยังไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกเก็บไว้ภายใต้ชั้นของความกลัวและความเจ็บปวด จนกว่าจะถึงเวลาที่หัวใจพร้อมจะรับมันอีกครั้ง ขอโทษนะ ฉันรักคุณ—ไม่ใช่แค่คำขอโทษ แต่คือคำสารภาพที่ถูกเก็บไว้นานเกินไป จนแทบจะกลายเป็นความลับที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา