ฉากเปิดเรื่องในล็อกเกอร์รูมดูตึงเครียดมาก โค้ชในชุดสูทพยายามปลุกใจลูกทีมที่ดูหมดไฟ แต่พอเห็นปฏิกิริยาของผู้เล่นแล้วรู้สึกว่ามันช่างสมจริงสุดๆ การแสดงสีหน้าของโค้ชตอนตะโกนสั่งการทำให้รู้ว่าเรื่อง โค้ชมหัศจรรย์ นี้ต้องเข้มข้นแน่ๆ บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากเงียบเหงาเป็นมีพลังขึ้นมาทันที
ตอนที่ชายชุดขาวเดินเข้ามาในล็อกเกอร์รูม บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที ดูเหมือนเขาจะเป็นคนสำคัญหรือเจ้าของทีมที่แท้จริง การที่โค้ชคนเดิมต้องก้มหน้ารับฟังคำสั่งทำให้รู้สึกสงสารแต่ก็เข้าใจกฎของโลกกีฬา เรื่อง โค้ชมหัศจรรย์ เล่นกับอารมณ์คนดูได้ดีมาก ฉากนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เนื้อหาน่าติดตามขึ้นเยอะ
ฉากที่โค้ชแก่ๆ นั่งอยู่บนเก้าอี้กลางสนามแล้วถูกล้อมรอบด้วยผู้เล่นชุดเขียว มันดูเหงาและกดดันมาก สายตาของท่านดูมีความหวังและความกังวลปนกัน การที่ผู้เล่นเดินจากไปทิ้งให้ท่านอยู่คนเดียวช่างเป็นภาพที่สะเทือนใจ เรื่อง โค้ชมหัศจรรย์ ฉายภาพความโหดร้ายของวงการกีฬาออกมาได้ชัดเจนมาก
ฉากเผชิญหน้าในโถงทางเดินระหว่างโค้ชหนุ่มกับนักกีฬาที่ถือกระติกน้ำดูตึงเครียดมาก การยื่นเอกสารแล้วถูกเมินเฉยจนต้องขว้างทิ้งแสดงถึงความหมดหวังของโค้ชหนุ่ม เรื่อง โค้ชมหัศจรรย์ สร้างปมดราม่าได้เก่งมาก คนดูอย่างเราแทบจะรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ตัวละครต้องเผชิญในวินาทีนั้น
ชอบวิธีที่เรื่อง โค้ชมหัศจรรย์ สื่อสารผ่านสีหน้าตัวละครมาก ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะก็รู้เลยว่าใครกำลังรู้สึกอะไร โดยเฉพาะฉากที่โค้ชหนุ่มพยายามโน้มน้าวให้นักกีฬากลับมาเล่นต่อ แต่ถูกปฏิเสธอย่างเย็นชา มันทำให้คนดูรู้สึกอินไปกับความพยายามที่สูญเปล่าของเขาจริงๆ
การเลือกฉากหลังทั้งในล็อกเกอร์รูมที่ดูเก่าและสนามกีฬาที่ว่างเปล่า ช่วยเสริมอารมณ์ของเรื่อง โค้ชมหัศจรรย์ ได้ดีมาก มันสื่อถึงความโดดเดี่ยวและความท้าทายที่ตัวละครต้องฝ่าฟัน แสงสว่างที่ส่องลงมาในบางฉากก็เหมือนให้ความหวังเล็กๆ ท่ามกลางความมืดมนของสถานการณ์
ดูเรื่อง โค้ชมหัศจรรย์ แล้วได้ข้อคิดเรื่องความเป็นผู้นำเยอะมาก โค้ชต้องเจอกับแรงกดดันจากทั้งผู้เล่นและเจ้านาย การพยายามประคองทีมในวันที่ทุกคนหมดศรัทธามันยากแค่ไหน หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาได้สมจริงมาก ทำให้เราเห็นคุณค่าของคนที่ยังไม่ยอมแพ้แม้สถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน
ตอนแรกนึกว่าเรื่อง โค้ชมหัศจรรย์ จะเดินเรื่องแบบธรรมดา แต่พอมีฉากที่โค้ชหนุ่มถูกกดดันจนต้องทิ้งเอกสารลงพื้น มันคือจุดพีคที่กระแทกใจมาก การแสดงออกทางสีหน้าของเขามันบอกทุกอย่างว่าเขารู้สึกอย่างไร คนดูอย่างเราแทบจะอยากกระโดดเข้าไปให้กำลังใจเขาในจอเลย
ความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชกับผู้เล่นในเรื่อง โค้ชมหัศจรรย์ มันซับซ้อนมาก มีทั้งความเคารพ ความผิดหวัง และความหวัง การที่ผู้เล่นบางคนยังฟังโค้ชแต่บางคนก็เมินเฉย ทำให้เห็นความเป็นมนุษย์ที่มีหลายมุม การแสดงของนักแสดงทุกคนดูเป็นธรรมชาติมากจนลืมไปเลยว่ากำลังดูหนังอยู่
แม้เรื่อง โค้ชมหัศจรรย์ จะเต็มไปด้วยดราม่า แต่สุดท้ายมันก็ให้แรงบันดาลใจในการไม่ยอมแพ้ ฉากที่โค้ชพยายามสุดตัวเพื่อทีมแม้ไม่มีใครสนับสนุน มันทำให้เราคิดว่าในชีวิตจริงเราก็ต้องสู้แบบนี้เหมือนกัน กีฬาไม่ใช่แค่การชนะแต่คือการต่อสู้กับใจตัวเองด้วย ซึ่งหนังสื่อออกมาได้ดีมาก
รีวิวตอนนี้
ดูเพิ่มเติม