ฉากที่กษัตริย์ตาเปลี่ยนเป็นสีแดงพร้อมพลังมืดแผ่ออกมาช่างน่าขนลุกสุดๆ แต่พอพระเอกชักดาบที่มีแสงสีฟ้าพุ่งออกมาทำลายกำแพงปราสาทได้ มันสะใจมาก! เรื่องราวในอัศวินวาตภัย เต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างอำนาจเก่ากับความหวังใหม่ ดูแล้วลุ้นจนตัวโก่ง อยากให้ตอนต่อไปพระเอกบุกเข้าไปในวังให้เร็วที่สุด
ภาพมุมสูงที่เห็นกองทัพอัศวินเรียงแถวเป็นระเบียบยาวสุดลูกหูลูกตา มันยิ่งใหญ่มาก! โดยเฉพาะฉากที่พวกเขาควบม้าพุ่งเข้าใส่ลูกศรที่ปลิวว่อนมาจากปราสาท มันแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่ไม่ยอมถอย แม้จะรู้ว่าข้างหน้าคืออะไร ในอัศวินวาตภัย ฉากสงครามทำออกมาได้สมจริงและดุดันมาก ดูแล้วขนลุกซู่
ตัวละครหญิงในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบ แต่เธอใส่ชุดเกราะเต็มตัวและขี่ม้านำทัพได้อย่างสง่างามไม่แพ้ผู้ชายเลย ฉากที่เธอตะโกนสั่งการและชักดาบเตรียมรบ มันแสดงออกถึงความเป็นผู้นำที่แท้จริง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพระเอกดูมีความเคารพซึ่งกันและกันมาก ในอัศวินวาตภัย ตัวละครหญิงทำออกมาได้ดีมาก
ชอบตรงที่ดาบของพระเอกไม่ใช่แค่เหล็กธรรมดา แต่มีพลังเวทมนตร์ซ่อนอยู่ พอฟันลงไปบนพื้นแล้วเกิดรอยแยกสีฟ้าพุ่งเข้าใส่กำแพงปราสาทจนพังทลาย มันคือจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องเลย ทำให้เห็นว่าความดีมีพลังมากกว่าความชั่วร้ายเสมอ ฉากนี้ในอัศวินวาตภัย ทำเอฟเฟกต์ออกมาได้สวยงามและทรงพลังมาก
ท้องฟ้าที่มืดครึ้มบวกกับเสียงม้าร้องและเสียงอาวุธกระทบกัน มันสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดมาก คนดูแทบจะหายใจไม่ถูกเลย โดยเฉพาะตอนที่ลูกศรพุ่งลงมาใส่กองทัพ มันทำให้รู้ว่าสงครามไม่ใช่เรื่องสนุก แต่เป็นเรื่องเป็นตาย ในอัศวินวาตภัย การสร้างอารมณ์ร่วมทำได้ดีมาก ดูแล้วอินสุดๆ
แม้กษัตริย์จะนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำและมีมงกุฎเพชรนิลจินดา แต่แววตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงแสดงถึงความโดดเดี่ยวและความชั่วร้ายที่กัดกินใจเขา ฉากที่เขาตะโกนสั่งการด้วยพลังมืด มันทำให้รู้ว่าอำนาจที่มากเกินไปอาจนำไปสู่หายนะ ในอัศวินวาตภัย ตัวละครกษัตริย์ทำออกมาได้มีมิติและน่ากลัวมาก
ตอนที่พระเอกใช้ดาบแสงฟ้าฟันใส่กำแพงปราสาทจนพังทลายลงมาทั้งแถบ มันคือฉากที่รอคอยมานาน! เสียงหินถล่มและฝุ่นที่ฟุ้งกระจายทำให้รู้สึกถึงพลังทำลายล้างที่มหาศาล มันคือสัญลักษณ์ของการทลายอำนาจเก่าที่กดขี่ประชาชน ในอัศวินวาตภัย ฉากนี้ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่และสะใจคนดูมากจริงๆ
แม้จะไม่มีม้าหรืออาวุธวิเศษเหมือนผู้นำ แต่ทหารราบที่ถือหอกและวิ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างไม่กลัวตาย ก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่แท้จริง พวกเขาพร้อมสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์ร่วมกัน ฉากที่พวกเขาวิ่งผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจีภายใต้ท้องฟ้ามืดครึ้ม ในอัศวินวาตภัย มันทำให้รู้ว่าชัยชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนแต่ขึ้นอยู่กับใจ
แม้จะไม่ได้ยินเสียงแต่จากภาพที่เห็น ก็พอจะจินตนาการได้ว่าดนตรีประกอบต้องเร้าอารมณ์มาก โดยเฉพาะฉากที่พระเอกชักดาบและกองทัพเริ่มเคลื่อนทัพ มันต้องมีเสียงกลองและเครื่องสายที่ดังกระหึ่มเพื่อสร้างบรรยากาศการรบ ในอัศวินวาตภัย ถ้ามีดนตรีประกอบดีๆ จะทำให้เรื่องนี้น่าดูขึ้นไปอีกหลายเท่า
เรื่องราวนี้น่าจะเป็นการต่อสู้ระหว่างความดีที่ต้องการปลดปล่อยประชาชนกับความชั่วที่ต้องการกดขี่ต่อไป พระเอกที่เป็นตัวแทนของความหวังต้องเผชิญหน้ากับกษัตริย์ที่เป็นตัวแทนของอำนาจมืด ฉากสุดท้ายที่กองทัพพุ่งเข้าใส่ปราสาทน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใหญ่ ในอัศวินวาตภัย มันคือเรื่องราวที่คลาสสิกแต่ไม่เคยเก่า
รีวิวตอนนี้
ดูเพิ่มเติม