ดู อัศวินวาตภัย แล้วต้องบอกว่าฉากดราม่าช่วงท้ายคือที่สุดจริงๆ การที่ตัวละครหลักต้องตัดสินใจแบบนั้นทั้งที่เจ็บปวด มันสะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ บรรยากาศในฉากเต็มไปด้วยความโศกเศร้าจนคนดูอย่างเราต้องกลั้นหายใจตามไปด้วย การแสดงของนักแสดงนำทำให้เรารู้สึกอินไปกับชะตากรรมของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
ต้องยกนิ้วให้ทีมสร้างฉากต่อสู้ใน อัศวินวาตภัย เลยครับ เสียงดาบปะทะกันและเสียงตะโกนของทหารทำให้รู้สึกเหมือนยืนอยู่ในสนามรบจริงๆ การจัดวางมุมกล้องที่รวดเร็วแต่ไม่เวียนหัวช่วยให้เราเห็นรายละเอียดการต่อสู้ได้ชัดเจน ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของนักแสดงดูหนักแน่นและมีพลังมาก ทำให้ฉากแอ็คชั่นเรื่องนี้กลายเป็นฉากในดวงใจไปแล้ว
สิ่งที่ชอบที่สุดใน อัศวินวาตภัย คือความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครสองคนที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันในสถานการณ์คับขัน ฉากที่คนหนึ่งช่วยพยุงอีกคนที่บาดเจ็บเดินออกจากสมรภูมิรบมันซึ้งกินใจมาก มันแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางสงครามที่โหดร้าย มนุษย์ธรรมดายังมีความรักและความห่วงใยต่อกันอยู่ แสงอาทิตย์ตอนจบคือสัญลักษณ์ของความหวังที่สวยงามมาก
ดู อัศวินวาตภัย แล้วต้องทึ่งกับงานภาพมาก โทนสีเทาหม่นของปราสาทและท้องฟ้าสร้างบรรยากาศกดดันได้ดีสุดๆ ฉากที่มีหมอกควันปกคลุมทำให้รู้สึกถึงความลึกลับและอันตรายที่ซ่อนอยู่ การจัดแสงไฟจากคบเพลิงที่สะท้อนกับชุดเกราะเงินทำให้ภาพดูมีมิติและสวยงามมาก ทุกเฟรมเหมือนภาพวาดที่เคลื่อนไหวได้จริงๆ เป็นงานสร้างที่ใส่ใจรายละเอียดสุดๆ
ใครจะคิดว่าตอนจบของ อัศวินวาตภัย จะออกมาเป็นแบบนี้ ตอนแรกนึกว่าจะจบแบบฮีโร่ชนะแต่กลับกลายเป็นฉากที่บีบหัวใจมาก การที่ตัวละครต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้ายและต้องเลือกทางเดินใหม่ มันทำให้เรื่องนี้มีมิติมากกว่าแค่การต่อสู้ธรรมดา คนเขียนบทเก่งมากที่วางปมไว้แบบนี้ ทำให้คนดูต้องกลับมาคิดตามว่าถ้าเป็นเราจะทำยังไง
ความใส่ใจในรายละเอียดของ อัศวินวาตภัย เห็นได้ชัดจากชุดเกราะของตัวละครที่ดูหนักและสมจริงมาก ลวดลายบนชุดเกราะแต่ละชุดมีความแตกต่างกันแสดงถึงยศถาบรรดาศักดิ์ ฉากที่ดาบแทงทะลุเกราะแล้วมีเลือดไหลออกมาดูสมจริงจนน่ากลัว อุปกรณ์ประกอบฉากอย่างธนูและหน้าไม้ก็ดูใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ของประดับตกแต่ง ทำให้โลกในเรื่องนี้ดูมีความน่าเชื่อถือมาก
การแสดงสีหน้าของตัวละครใน อัศวินวาตภัย ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครหลักต้องมองดูเพื่อนร่วมรบล้มลงต่อหน้าต่อตา สายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความโกรธแค้นมันสื่อออกมาได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดเลย ฉากที่ตัวละครร้องไห้และพยายามกลั้นน้ำตาก็ทำให้เราสะเทือนใจตามไปด้วย การแสดงที่ละเอียดอ่อนแบบนี้หาได้ยากในหนังแนวแอ็คชั่นทั่วไป
ฉากที่ตัวละครสองคนต้องช่วยกันเดินหนีออกจากปราสาทท่ามกลางการต่อสู้ใน อัศวินวาตภัย คือฉากที่ตื่นเต้นมาก ทุกก้าวที่เดินดูเหมือนจะมีอันตรายรออยู่ข้างหน้า เสียงดาบฟันกันและเสียงลูกธนูที่พุ่งผ่านหูทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย ฉากที่พวกเขาเดินออกไปสู่แสงอาทิตย์ตอนจบมันช่างเป็นภาพที่งดงามและให้ความรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกเลย
ต้องชมทีมดนตรีของ อัศวินวาตภัย เลยครับ เพลงประกอบในช่วงฉากต่อสู้มันเร้าใจและทำให้เลือดในกายสูบฉีด แต่พอมาถึงฉากดราม่าเพลงก็เปลี่ยนเป็นทำนองเศร้าที่บีบหัวใจมาก โดยเฉพาะช่วงที่ตัวละครต้องจากกัน เสียงไวโอลินที่โหยหวนมันทำให้เรารู้สึกถึงความสูญเสียอย่างลึกซึ้ง ดนตรีเรื่องนี้ช่วยยกระดับอารมณ์ของหนังได้เป็นอย่างดีจริงๆ
ตอนจบของ อัศวินวาตภัย ไม่ได้ให้คำตอบทุกอย่างแต่กลับทิ้งคำถามไว้ให้คนดูคิดตาม การที่ตัวละครเลือกเดินออกไปพร้อมกับบาดแผลและความทรงจำ มันทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าชัยชนะที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ ฉากสุดท้ายที่พวกเขาเดินเข้าสู่แสงอาทิตย์อาจหมายถึงการเริ่มต้นใหม่หรืออาจเป็นการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุดก็เป็นได้ เป็นตอนจบที่เปิดกว้างให้ตีความได้หลายแบบมาก
รีวิวตอนนี้
ดูเพิ่มเติม