ฉากเปิดเรื่องทำเอาใจสั่นตามไปด้วยเลย สีหน้าของนางเอกในชุดดำที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและน้ำตา มันสื่อถึงความกดดันมหาศาลที่ต้องเผชิญบนเวที บัลเลต์ชิงมงกุฎ เรื่องนี้ไม่ได้ขายแค่ความสวยงามของการเต้น แต่ขายดราม่าเบื้องหลังที่บีบคั้นจิตใจคนดูจริงๆ ฉากที่เธอเกือบจะทรุดลงกับพื้นมันสมจริงมาก
การตัดต่อสลับระหว่างชุดขาวบริสุทธิ์กับชุดดำที่ดูอันตรายช่างมีความหมายลึกซึ้ง เหมือนเป็นการต่อสู้ภายในจิตใจของตัวละครหลัก การที่เธอต้องเปลี่ยนบทบาทอย่างรวดเร็วใน บัลเลต์ชิงมงกุฎ ทำให้เห็นทักษะการแสดงที่เหนือชั้นมาก แสงไฟบนเวทีช่วยขับเน้นอารมณ์ได้ดีสุดๆ ดูแล้วขนลุกซู่
ชอบมากตรงที่กล้องจับไปที่หน้ากรรมการตอนเห็นการแสดง สีหน้าจากที่ดูเฉยๆ กลายเป็นตกตะลึงและลุกขึ้นปรบมือทันที มันยืนยันได้ว่าฝีมือการเต้นของนางเอกนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ ฉากที่กรรมการชูคะแนนเต็ม สิบ พร้อมกันมันสะใจคนดูสุดๆ บัลเลต์ชิงมงกุฎ ทำได้ดีมากในการสร้างจุด จุดสูงสุด แบบนี้
ฉากจบที่นางเอกยืนร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจมันกินใจมาก ไม่ใช่แค่ร้องไห้เพราะดีใจ แต่เหมือนปลดปล่อยทุกความทุกข์ที่สะสมมา การแสดงสีหน้าละเอียดอ่อนมากจนเราอยากเข้าไปกอดเธอเลย บัลเลต์ชิงมงกุฎ สอนให้เราเห็นว่าความสำเร็จต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาเสมอ
ตัวละครชายที่ยืนอยู่ข้างหลังตอนแรกดูน่ากลัวและกดดันนางเอกมาก แต่พอถึงฉากหลังกลับมีสีหน้าที่ซับซ้อน เหมือนมีความห่วงใยซ่อนอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางเอกใน บัลเลต์ชิงมงกุฎ น่าสนใจมาก คาดว่าจะมีปมดราม่าใหญ่ๆ เกี่ยวกับตัวละครนี้ในตอนที่เหลือแน่นอน
การออกแบบฉากในโรงละครโอเปร่าที่หรูหราตัดกับความเปราะบางของตัวละครทำให้เรื่องดูมีมิติมาก แสงไฟส่องจุดสำคัญ ที่ส่องลงมาบนตัวนางเอกเหมือนเธอเป็นศูนย์กลางของจักรวาลในขณะนั้น บัลเลต์ชิงมงกุฎ ใช้พื้นที่เวทีบอกเล่าเรื่องราวการแข่งขันที่โหดร้ายแต่สวยงามได้อย่างลงตัว
ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะเลย แค่ดูท่วงท่าการเต้นบัลเลต์ของนางเอกก็รู้แล้วว่าเธอเจ็บปวดแค่ไหน ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยอารมณ์ โดยเฉพาะฉากที่เธอหมุนตัวแล้วสะดุดเล็กน้อยแต่กู้สถานการณ์ได้ทันที บัลเลต์ชิงมงกุฎ แสดงให้เห็นว่าความสมบูรณ์แบบไม่สำคัญเท่าความจริงใจ
เสียงปรบมือจากผู้ชมในโรงละครตอนจบเรื่องมันดังจนรู้สึกได้ผ่านหน้าจอ มันคือเครื่องยืนยันว่าความพยายามของนางเอกไม่สูญเปล่า ฉากที่ทุกคนลุกขึ้นยืนให้เกียรติ (การยืนปรบมือให้เกียรติ) ใน บัลเลต์ชิงมงกุฎ มันทำให้คนดูอย่างเรารู้สึกภูมิใจไปกับตัวละครด้วยเหมือนกัน
สังเกตไหมว่าตอนใส่ชุดดำเธอใส่ต่างหูมุกที่ดูเรียบง่าย แต่พอเปลี่ยนเป็นชุดขาวเธอใส่สร้อยคอรูปกางเขนที่ดูศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ใน บัลเลต์ชิงมงกุฎ บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณของตัวละครจากคนที่กลัวกลายเป็นคนที่กล้าหาญ
ดูเรื่องนี้แล้วได้แรงบันดาลใจเยอะมาก นางเอกต้องฝ่าฟันอุปสรรคทั้งจากภายนอกและภายในใจตัวเอง กว่าจะมายืนจุดนี้ได้ต้องแลกมาด้วยอะไรเยอะแยะ บัลเลต์ชิงมงกุฎ ไม่ใช่แค่ละครเต้นธรรมดา แต่เป็นเรื่องราวของการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองที่ใครๆ ก็ดูแล้วต้องฮึกเหิม
รีวิวตอนนี้
ดูเพิ่มเติม