ฉากที่นางเอกพยายามช่วยคนรักในป่าที่กำลังลุกไหม้ช่างสะเทือนใจมาก การที่เธอใช้มีดกรีดแขนตัวเองเพื่อให้เลือดไปชุบชีวิตเขา แล้วแขนของเธอก็กลายเป็นน้ำแข็งทันที มันสื่อให้เห็นถึงราคาที่เธอต้องจ่ายอย่างมหาศาล ความรักที่แลกมาด้วยความเจ็บปวดแบบนี้ในคำลาไม่หวนกลับ ทำให้คนดูรู้สึกจุกอกตามไปด้วย
การที่นางเอกต้องมองดูภาพของหญิงสาวอีกคนในกระจกมือทอง มันเหมือนการตอกย้ำความพ่ายแพ้ของเธอทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นมอง หญิงสาวในชุดสีแดงที่ถือไข่มังกรดูมีความสุขและทรงพลัง ในขณะที่เธอต้องนั่งร้องไห้ในห้องที่หนาวเหน็บ กระจกบานนี้ไม่ใช่แค่เครื่องส่องดู แต่เป็นเครื่องมือทรมานจิตใจที่ร้ายกาจที่สุดในเรื่อง
ฉากที่ราชินีนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำแล้วถือกระจกสื่อสารกับนางเอก ช่างสร้างความรู้สึกกดดันได้ยอดเยี่ยมมาก แววตาของนางร้ายที่มองผ่านกระจกมาที่นางเอกเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำนาจ การที่เธอสามารถควบคุมสถานการณ์ได้จากระยะไกลแบบนี้ ทำให้รู้ว่านางเอกคงจะหนีไม่พ้นเงื้อมมือของเธอได้ง่ายๆ แน่นอน
ชอบฉากเปิดเรื่องที่ป่าทั้งป่าลุกเป็นไฟ แต่ตรงกลางกลับมีหญิงสาววิ่งฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปหาคนรัก ภาพตัดสลับระหว่างความหายนะภายนอกกับความพยายามที่จะกู้ชีวิตคนข้างใน มันสร้างความขัดแย้งทางอารมณ์ได้ดีมาก แม้จะรู้ว่าอาจจะเป็นไปไม่ได้ แต่สายตาที่มุ่งมั่นของเธอทำให้เราเอาใจช่วยจนตัวเกร็ง
รายละเอียดเล็กๆ อย่างรอยแผลเป็นรูปขนนกหรือเกล็ดน้ำแข็งบนมือนางเอก ที่ค่อยๆ ลามขึ้นมาตามแขน มันคือสัญลักษณ์ของคำสาปที่ค่อยๆ กลืนกินเธอเข้าไปทุกที ทุกครั้งที่เธอใช้เวทมนตร์หรือทำบางอย่างเพื่อคนรัก ร่างกายของเธอก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดนี้เสมอ มันคือความสวยงามที่โหดร้ายอย่างแท้จริง
ตัวละครหญิงสาวในชุดสีแดงที่ปรากฏในกระจกดูมีความลึกลับน่าค้นหา การที่เธอถือไข่มังกรสีแดงเพลิงแล้วยิ้มอย่างมั่นใจ มันบ่งบอกถึงพลังอำนาจบางอย่างที่เธอครอบครองอยู่ เธออาจจะเป็นต้นเหตุของทุกเรื่อง หรืออาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกทุกอย่างก็ได้ รอยยิ้มของเธอมันช่างท้าทายและน่าเกรงขาม
บรรยากาศในห้องที่นางเอกถูกกักขังดูเงียบเหงาและหนาวเหน็บจับใจ แสงสีฟ้าจากหน้าต่างหิมะตัดกับชุดสีขาวของเธอที่ทำให้ดูเปราะบางยิ่งนัก การที่เธอต้องนั่งร้องไห้คนเดียวโดยไม่มีที่พึ่งพา นอกจากกระจกวิเศษที่คอยซ้ำเติม มันทำให้เรารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวที่แท้จริง ความทุกข์ทรมานทางใจมันหนักกว่าทางกายเสมอ
ฉากที่นางเอกใช้นิ้วจุ่มเลือดแล้วแตะลงบนกระจก มันคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก เลือดของเธอไม่ได้เป็นแค่ของเหลว แต่เป็นกุญแจที่เปิดการเชื่อมต่อระหว่างเธอกับราชินี มันคือพิธีกรรมบางอย่างที่ผูกมัดชะตากรรมของทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก การกระทำเล็กๆ นี้ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อเนื้อเรื่อง
ภาพที่สะท้อนในกระจกบางครั้งก็ดูเบลอและบิดเบี้ยว เหมือนกับความทรงจำของนางเอกที่กำลังจะหายไปหรือถูกบิดเบือน การที่เธอพยายามเพ่งมองให้เห็นชัดเจนแต่กลับเห็นแค่ภาพรางๆ ของความสุขที่เธอเคยมีหรืออาจไม่เคยมี มันสร้างความสับสนและความเจ็บปวดให้กับตัวละครได้เป็นอย่างดี กระจกบานนี้ช่างเล่นกับจิตใจคนดู
เรื่องราวทั้งหมดดูเหมือนจะหมุนรอบคำว่าคำลาไม่หวนกลับ อย่างแท้จริง การที่นางเอกยอมเสียสละทุกอย่างแม้กระทั่งร่างกายและจิตใจเพื่อคนรัก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นความทุกข์ทรมานและการถูกควบคุม มันคือโศกนาฏกรรมความรักที่คลาสสิกแต่ยังคงความทันสมัยด้วยการนำเสนอผ่านภาพที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจ
รีวิวตอนนี้
ดูเพิ่มเติม